ตอนที่ 1 บุปผา แม่ค้าหลังเขียงหมู

ตอนที่ 1 บุปผา แม่ค้าหลังเขียงหมู

“เอาน้ำตกสองโลจ้ะแม่ค้า” เสียงเรียกของลูกค้าขาประจำเรียกบุปผาให้เงยขึ้นมาจากหน้าหนังสือ แม่ค้าเจ้าของเขียงหมูที่เพิ่งเรียนจบปริญญาตรีแต่ยังไม่ได้หางานทำยิ้มหวานแล้วจัดการเฉือนชั่งเนื้อหมูสำหรับทำหมูย่างน้ำตกใส่ถุงสองกิโลกรัม

“วันนี้ขายดีเหรอคะพี่วิ” บุปผาส่งหมูให้แม่ค้าร้านอาหารอิสานซึ่งตั้งแผงไม่ไกลจากตลาดเท่าไร มองจากเขียงหมูในตลาดยังเห็นร่มสีเหลืองของรถเข็นได้ชัดเจน

“ขายดีจ้ะ พอดีมีรถทัวร์มาลงใกล้ ๆ … บุปผาอ่านอะไรอยู่เหรอจ๊ะ เพลินเชียว” เจ้าของร้านรถเข็นส่งเงินให้บุปผาและชวนคุยระหว่างรอรับเงินทอน เธอยืนดูบุปผาอ่านหนังสืออยู่ที่หน้าเขียงหมูครู่หนึ่งแล้ว

“ตำราพิชัยสงครามซุนวูค่ะ หนูตั้งใจว่าจะอ่านตั้งแต่ตอนเรียนแต่หาโอกาสอ่านไม่ได้ซักที วันนี้ก็เลยยืมห้องสมุดมาอ่าน นี่ค่ะ เงินทอน ขอบคุณที่อุดหนุนนะคะ”

“จ้า ว่าแต่แม่เราจะกลับเมื่อไหร่ล่ะ ปล่อยให้ลูกดูเขียงคนเดียวแล้วไปเที่ยวเฉยเลย เห็นว่าจะไปเที่ยวให้ครบทุกจังหวัดใช่มั้ยจ๊ะ” คนซื้อหมูนับเงินทอนอย่างตั้งใจตามประสาแม่ค้าขายของ

“ใกล้จะครบแล้วค่ะ แม่เหนื่อยมานานแล้ว ตอนนี้ก็ให้เที่ยวตามสบายไปก่อนเถอะค่ะ เดี๋ยวแม่กลับมาหนูก็ต้องหางานทำแล้วเหมือนกัน”

“จ้า ขอให้โชคดีนะจ๊ะ อ้อ พรุ่งนี้ก็เหมือนเดิมนะ น้ำตกสองกิโล เดี๋ยวพี่มาเอาแต่เช้า”

“ค่ะ หนูจะเตรียมไว้ให้เหมือนเคยค่ะ”

บุปผายิ้มให้ลูกค้าขาประจำอีกครั้ง มองดูว่าไม่มีใครรอซื้อหมูอีกจึงเช็ดมือและหยิบหนังสือเล่มเล็กขึ้นมาอ่านต่อ เธอเป็นคนชอบอ่านหนังสือ น่าประหลาดที่เธอไม่ชอบอ่านนิยายเหมือนหญิงสาวอายุยี่สิบกว่า ๆ ทั่วไปแต่ชอบอ่านหนังสือประวัติศาสตร์และความรู้รอบตัวมากกว่า เธอไม่รู้สึกว่าตัวเองมีอารมณ์ร่วมกับตัวละครในนิยายเท่าไร แต่ประวัติศาสตร์ของคนที่มีตัวตนอยู่จริงกลับทำให้เธอรู้สึกเหมือนได้มีชีวิตอีกชีวิตหนึ่ง ได้รับประสบการณ์ในช่วงเวลาที่เหมือนอยู่คนละโลก เธอจินตนาการตัวเองแทนที่คนในประวัติศาสตร์ คิดว่าถ้าเป็นตัวเองจะทำอย่างไรในเหตุการณ์นั้น ๆ

นั่นจึงเป็นสิ่งที่เธอโปรดปราน

บุปผาละสายตาจากหน้าหนังสือเพื่อพิจารณาเนื้อหาเกี่ยวกับพิชัยสงครามที่อ่านถึง เธอจินตนาการภาพของสงครามในยุคนั้นไม่ออกเพราะไม่มีความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์จีนเลย แม้จะอ่านหนังสือมามากมายแต่ก็ไม่มีทางอ่านหนังสือที่มีทั้งหมดในโลกได้ครบ ประวัติศาสตร์จีนก็เป็นหนึ่งอย่างที่เธอยังไม่ได้สัมผัส ดังนั้นเมื่อมีการกล่าวถึงรูปแบบของการจัดทัพเธอจึงไม่สามารถเชื่อมต่อข้อความในหนังสือกับจินตนาการได้

ตอนที่กำลังใช้ความคิดนี้เองที่เธอได้เห็นชายร่างสูงสวมหมวกแก๊ปคนหนึ่ง ชายคนนั้นซื้อของจากร้านฝั่งตรงข้ามแล้วเดินจากไปโดยทิ้งกระเป๋าเป้สะพายใบใหญ่เอาไว้บนพื้น

“คุณคะ ลืมกระเป๋าค่ะ” เสียงร้องของบุปผาดังพอที่จะทำให้แม่คาแผงอื่นหันมาดูแต่ชายผู้นั้นยังเดินต่อไปเหมือนไม่ได้ยินเสียงเรียก

บุปผาเดินออกมาจากหลังเขียงทั้งที่ยังถือหนังสืออยู่ในมือซ้าย เธอยกกระเป๋าขึ้นมาและได้ยินเสียงโลหะชนกันดังออกมาจากกระเป๋า บางทีกระเป๋าใบนี้อาจจะใส่ท่อเหล็กเอาไว้ ประสบการณ์การยกชิ้นเนื้อหมูช่วยให้เธอประมาณน้ำหนักได้คร่าว ๆ ว่ากระเป๋าใบนี้มีน้ำหนักประมาณสามกิโลกรัมกว่า ๆ

“คุณ พี่เสื้อแขนยาวที่ใส่หมวกน่ะ ลืมกระเป๋าค่ะ” แม่ค้าบุปผาเรียกอีกครั้งด้วยเสียงที่ดังกว่าเดิม การเรียกครั้งนี้ทำให้ชายผู้นั้นออกวิ่ง

การวิ่งของเขาทำให้บุปผามึนงง เธอมั่นใจว่าชายผู้นั้นได้ยินเสียงของเธอ แต่ทำไมเขาจึงวิ่งหนี และความคิดหนึ่งก็ผุดขึ้นมาในหัวของหญิงสาว เธอนึกถึงข่าวที่ได้ยินจากโทรทัศน์ในตลาด ข่าวเกี่ยวกับผู้ก่อการร้ายที่วางระเบิดในที่ต่าง ๆ

ชายผู้นั้นสวมเสื้อแขนยาว สวมหมวกปิดหน้าตา วางกระเป๋าบรรจุของหนักทิ้งเอาไว้ในที่ซึ่งมีคนเดินพลุกพล่าน วิ่งหนีเมื่อถูกเรียก ทุกสิ่งทุกอย่างผนวกกันเป็นบทสรุปอันน่าสะพรึงกลัวประการหนึ่ง กระเป๋าที่เธอถืออยู่นั้นคือระเบิด ชายผู้นั้นคือผู้ก่อการร้าย

ด้วยพลังกายของมนุษย์ยามตื่นตระหนก บุปผาวิ่งตามหลังชายผู้นั้นไปพร้อมกับกระเป๋าสะพาย เธอจับสายสะพายหมุนตัวเหวี่ยงกระเป๋าเป้เข้าใส่ตัวชายปริศนาสุดแรง กระเป๋าใบนั้นลอยไปไกลแล้วตกลงห่างจากตัวชายผู้นั้นเพียงเมตรเดียว

บุปผามองเห็นแสงสว่างวาบแต่ไม่ได้เสียงระเบิดที่ดังขึ้นเพราะโลกของเธอดับวูบลงในเสี้ยววินาทีนั้นเอง

Comments are closed.