ตอนที่ 2 ทะเลเลือด

ตอนที่ 2 ทะเลเลือด

บุปผารู้จักอาการเช่นนี้ อาการเมาค้างหลังไปเที่ยวกลางคืนกับเพื่อนครั้งแรก หัวที่ปวดจนแทบระเบิด ระลอกคลื่นของความปวดที่บีบสมองตามจังหวะการเต้นของหัวใจ ตาที่ลายพร่าเหมือนมองผ่านกระจกฝ้ายามฝนตก เห็นเพียงเงามืดสลัว ร่างกายที่ควบคุมบังคับไม่ได้ ความรู้สึกหนักอึ้งที่กดทับตัวเหมือนนอนอยู่ใต้กระสอบข้าวหลายใบ

กลิ่นคาวที่เหม็นคลุ้งทำให้บุปผาพยายามดึงมือขึ้นมาปิดจมูก แต่มือของเธอถูกตรึงอยู่กับพื้นด้วยความรู้สึกเช่นเดียวกับร่างกายที่โดนกดทับ ของเหลวที่ไหลผ่านขมับลงมาถึงซอกแก้มและมุมปากมีกลิ่นคาวและกลิ่นสนิมเหล็กที่เธอรู้จัก กลิ่นเลือด

เลือด… เลือดใคร?

ความทรงจำของบุปผาไหลกลับคืนเข้ามาอย่างท่วมท้น เธอจำได้แล้วว่าก่อนหน้านี้เธอเพิ่งโยนกระเป๋าระเบิดใส่ผู้ชายคนนั้น เธอมองเห็นแสงสว่างแต่ไม่ได้ยินเสียงอันใด

หรือว่าตอนนี้เธอกำลังบาดเจ็บสาหัสจากการระเบิด เลือดนี่คงเป็นเลือดของเธอเอง ตอนนี้เธอคงนอนบาดเจ็บสาหัสอยู่ในตลาด ร่างกายขยับไม่ได้แต่เธอยังไม่ตาย น่าประหลาดที่เธอไม่รู้สึกเจ็บแต่อย่างไร

บุปผานอนนิ่งพยายามจับเสียงของสิ่งต่าง ๆ รอบตัว เธอได้ยินเสียงพูดที่ฟังไม่รู้เรื่องดังแว่วเข้าหู เหมือนเสียงของคนคุยกันที่อีกฟากของห้อง เสียงนั้นดังขึ้นเหมือนต้นกำเนิดเสียงขยับเคลื่อนใกล้เข้ามา

ไม่ใช่ ที่เธอฟังไม่รู้เรื่องนั้นไม่ใช่เพราะเสียงอุดอู้ แต่เป็นเพราะคนเหล่านั้นพูดภาษาที่เธอไม่เคยได้ยิน ภาษาที่มีเสียงสูงต่ำคล้ายภาษาไทยแต่การออกเสียงและรูปแบบของประโยคคำพูดต่างกันโดยสิ้นเชิง

เสียงพูดคุยนั้นดังขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่งให้ความรู้สึกเหมือนคนสองคนพูดคุยกันห่างไปไม่ถึงสองเมตร ร่างกายของบุปผาสัมผัสได้ถึงการขยับเคลื่อนของสิ่งที่กดทับร่างกายเธออยู่ แสงสว่างเริ่มส่องลอดผ่านเข้ามา แสงแดดที่ส่องปะทะหน้าทำให้บุปผาต้องหลับตาแน่น

ของหนักที่ทับตัวเธออยู่ถูกยกออกคราวละชิ้น ดวงตาที่พร่ามัวเริ่มกลับคืนสู่ความแจ่มใส ท้องฟ้ากว้างสีฟ้าและเมฆสีขาวลอยเอื่อยเผยตัวออกมาให้เห็น บุปผาต้องกะพริบตาและเม้นตาแน่นหลายครั้งเพื่อดึงสติกลับมาสู่ร่างกาย เธอทราบอย่างหนึ่งว่าตอนนี้เธอนอนหงายอยู่ เธอบิดตัวพยายามจะลุกขึ้นนั่งแต่ร่างกายของเธอยังมีของหนักทับอยู่ เมื่อผงกหัวขึ้นมองดูจึงได้ทราบว่าเธอถูกทับอยู่ด้วยศพของชายคนหนึ่ง

สมองของบุปผาหาทางออกให้กับเธอด้วยการสรุปว่าศพบนตัวเธอนี้คือคนที่ตายจากการระเบิดแม้จะเห็นอย่างชัดเจนว่าเขาสวมเสื้อผ้าที่แตกต่างจากคนทั่วไปมากก็ตาม แม้แต่ลูกธนูสามดอกที่ปักคาอกเขาอยู่ก็ถูกตัดออกจากระบบการคิดวิเคราะห์อย่างมีเหตุผล

บุปผาออกแรงลุกและผลักร่างหนักแปดสิบกิโลกรัมออกจากตัวแล้วมองดูโดยรอบให้ชัดเจน ใกล้ ๆ ตัวเธอมีคนสองคนที่กำลังค้นศพโดยหันหลังให้

ภาพที่เห็นนั้นทำให้บุปผารู้สึกเหมือนตัวเองอยู่ในอีกโลกหนึ่ง รอบตัวเธอเต็มไปด้วยศพมากมายนับไม่ถ้วน ศพของทหารที่เห็นในภาพยนตร์แฟนตาซีกองกระจัดกระจายไปตามจุดต่าง ๆ ของทุ่งกว้าง ร่างของเธอนอนอยู่บนแอ่งเลือดที่เหนียวเป็นเมือก ผ้ากันเปื้อนของเธอเป็นผ้าใบพลาสติกหนาจึงไม่เปื้อนเลือดแต่เสื้อและกางเกงของเธอชุ่มโชกไปด้วยของเหลวสีแดง

บุปผาอยากจะกรีดร้องให้สุดเสียงแต่สติของเธอระงับไม่ให้เธออ้าปากออกมา เธอพยายามคิดหาเหตุผลเพื่อสรุปสิ่งที่เกิดขึ้นแต่สมองของเธอตื้อไปหมด

หรือว่าเธอกำลังฝันไป

บุปผาคิดแล้วส่ายหน้า ทราบว่านั่นเป็นกลไกการปรับตัวของมนุษย์เพื่อหาข้อสรุปให้กับสิ่งที่ตัวเองได้ประสบ เธอก้มลงมองรอบตัวเห็นหนังสือที่ยืมมาจากห้องสมุดวางอยู่บนแผ่นอกของชายผู้หนึ่งที่มีแผลเปิดยาวจากซอกคอจนถึงท้องน้อย บุปผาหยิบหนังสือพิชัยสงครามซุนวูขึ้นมาทันที

เสียงร้องด้วยความตกใจสุดขีดดังขึ้นจนบุปผาต้องสะดุ้ง ชายร่างเล็กเหมือนเด็กแต่มีสัดส่วนแบบผู้ใหญ่คนหนึ่งกำลังนั่งก้นจ้ำเบ้ามองดูเธอตาเหลือกโพลง ชายอีกคนที่ถือถุงใส่เงินอยู่ในมือเองก็จ้องมองดูบุปผาด้วยความตื่นตะลึงไม่แพ้กัน เสียงร้องนั้นทำให้คนอีกกลุ่มหนึ่งวิ่งมายังจุดเกิดเหตุ

บุปผาพยุงตัวลุกขึ้นยืนเป็นผลสำเร็จ เธอมั่นใจแล้วว่าตัวเองอยู่ในสมรภูมิรบที่เต็มไปด้วยศพของทหาร คนที่ตรงเข้ามาหาเธอก็สวมเสื้อผ้าและชุดเกราะอย่างทหารในภาพยนตร์แฟนตาซี แต่ละคนมีหอกยาวเป็นอาวุธ ใบหน้าสีตาและสีผมของพวกเขาเป็นอย่างชาวยุโรปคือมีสีบลอนด์เป็นหลัก ตาสีฟ้า มีเคราบนใบหน้า โหนกแก้มสูงแนวกรามชัดเจน

หนึ่งคนที่ดูเหมือนจะเป็นหัวหน้ากลุ่มหันไปสั่งการทหารอีกคนที่อยู่ใกล้ ๆ ทหารผู้นั้นเมื่อได้รับคำสั่งก็วิ่งไปยังม้าที่ผูกไว้กับต้นไม้ไม่ไกลแล้วควบหายไปยังอีกฟากของสนามรบ

บุปผายังไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ความคิดหนึ่งก็คือบางทีเธออาจจะตายไปแล้วและนี่เป็นโลกหลังความตาย

Comments are closed.