ความลักลั่นย้อนแย้งของสื่อและผู้รับสาร

ความลักลั่นย้อนแย้งของสื่อและผู้รับสาร

news-John-Ragai
ภาพโดย John Ragai

ผมสามารถพูดได้เต็มคำว่าตัวเองเป็นชาวเน็ตตัวจริง ยกเรื่องของการจำกัดความหมายของ “ชาวเน็ต” ซึ่งมีหลากหลายประเภทเอาไว้ก่อน แต่ละคนก็มีการใช้อินเทอร์เน็ตในรูปแบบที่แตกต่างกันไป แต่เมื่อใช้อินเทอร์เน็ตเป็นหลักในกิจวัตรประจำวันก็คงจะเรียกรวม ๆ ว่าชาวเน็ตได้

ผมจำไม่ได้แล้วว่าเลิกดูโทรทัศน์มานานแค่ไหน อาจจะ 8-10 ปีได้ ข่าวในโทรทัศน์นี่แทบไม่ได้แตะเลย สิ่งที่เป็นไปในบ้านเมืองส่วนใหญ่ผมก็จะรับรู้ผ่านอินเทอร์เน็ตเป็นหลัก Facebook Page เว็บบอร์ด คลิปวิอีโอ หลาย ๆ เรื่องผมก็ได้รู้ก่อนคนอื่นเพราะข่าวในอินเทอร์เน็ตมักจะมาถึงเร็วกว่า ดิบกว่า แต่ก็คลาดเคลื่อนมากกว่าเช่นเดียวกัน

พูดถึงความคลาดเคลื่อนในข้อมูลข่าวสารผมคิดว่าสื่อกระแสหลัก (Main Stream Media) ในประเทศไทยเราก็มีไม่ต่างจากอินเทอร์เน็ตเท่าไรนัก ส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะผู้นำเสนอข่าวไม่ได้รับผลกระทบใด ๆ จากการนำเสนอข่าวที่ผิดพลาดเป็นเท็จ เมื่อเสนอข่าวบิดเบื่อนแล้วไม่ได้รับผลกระทบก็ไม่ใส่ใจที่จะทำให้ถูกต้อง ไม่จำเป็นต้องยกเรื่องจรรยาบรรณสื่อมาพูดเลยด้วยซ้ำ

นอกเรื่องไปหน่อย ที่ผมจะพูดถึงในวันนี้คือความลักลั่นย้อนแย้งของผู้รับสาร หัวข้อบทความมีคำว่า “สื่อ” รวมอยู่ด้วย แต่ใจความสำคัญจะเกี่ยวข้องกับผู้รับสาร ผู้เสพสื่อ ในยุคที่เรื่องราวในอินเทอร์เน็ตกลายเป็นข่าวออกโทรทัศน์ได้ไม่ยากนี้สิ่งหนึ่งที่ปรากฏออกมาให้เห็นก็คือช่องว่างของข้อมูล ชาวเน็ตได้รับข้อมูลมาชุดหนึ่ง สื่อโทรทัศน์หนังสือพิมพ์นำเสนอข้อมูลอีกส่วนหนึ่ง

เปล่าครับ ผมไม่ได้ตั้งใจพูดถูกความแม่นยำของเนื้อหาข่าวสาร แต่ผมอยากพูดถึงเรื่องผู้รับสารความลักลั่นย้อนแย้งของผู้รับสาร ยกตัวอย่างเช่น เราเป็นผู้ใช้เน็ต รู้และเข้าใจเหตุการณ์ลึกซึ้งกว่าผู้ที่ไม่ได้ใช้เน็ต เมื่อสื่อกระแสหลักนำเสนอข่าวที่มีต้นเหตุจากอินเทอร์เน็ตผิดพลาด สิ่งที่เราคิดก็คือ “หึ เป็นช่องโทรทัศน์แท้ ๆ แต่ไม่รู้เรื่องอะไรเลย แบบนี้จะเชื่อถือได้ยังไง”

ตัวอย่างอาจจะเป็นเรื่องเฉพาะที่รู้กันแต่ในกลุ่ม เช่น สื่อโทรทัศน์นำเสนอเรื่องราวซึ่งมีชื่อของ จ่าพิชิต โดยคิดว่า จ่าพิชิต เป็นตำรวจจริง ๆ ทั้งที่เขาเป็นหมอ ชาวเน็ตที่รู้จักว่าจ่าพิชิตเป็นใครก็จะทราบว่าสื่อโทรทัศน์นี้ไม่รู้เรื่องราวและไม่ยอมศึกษาค้นคว้าหาข้อมูล และไม่ให้ความเชื่อถือกับสื่อเหล่านั้น คือไม่ยอมรับ

แต่เมื่อหัวข้อเปลี่ยนไป เปลี่ยนเป็นหัวข้อที่ตนไม่คุ้นเคย อย่างเช่นข่าวเรื่องการทำสัญญาการค้าร่วมระหว่างประเทศซึ่งจะส่งผลกระทบต่อประเทศไทย ข่าวส่งครามในซีเรีย ข่าวการก่อการร้ายในเชเชน ข่าวดาราที่เราไม่รู้จัก เรากลับรับฟังและยอมรับยึดถือเป็นความรู้โดยแทบที่จะไม่มีการค้นคว้าเลย

ปรากฏการณ์นี้เรียกว่า The Gell-Mann Amnesia effect (ปรากฏการณ์ความจำเสื่อมเกลแมน)

สรุปสั้น ๆ เพราะผมขี้เกียจเขียนต่อแล้ว มันคือปรากฏการที่เราให้เครดิต ให้ความสำคัญ ความน่าเชื่อถือกับเรื่องไม่คุ้นเคยที่เราได้รับผ่านสื่อมากเกินไป หมอที่ไม่มีความรู้เกี่ยวกับเศรษฐศาสตร์จะเชื่อข่าวเศรษฐกิจในหนังสือพิมพ์หรือในโทรทัศน์ง่ายกว่านักเศรษฐศาสตร์ นักเศรษฐศาสตร์ที่ไม่มีความรู้เรื่องร่างกายและสุขภาพจะเชื่อบทความเกี่ยวกับการรักษาโรคในสื่อง่ายกว่าหมอที่มีความรู้ในด้านนั้น

ดูผ่าน ๆ เหมือนจะไม่ใช่เรื่องแปลก ในเมื่อเรารู้เรื่องหนึ่งดีกว่า มีความรู้ในเรื่องนั้น ๆ มากกว่า เราก็ต้องเข้าใจว่าอะไรผิดอะไรถูกและเลือกข้อมูลที่ถูกต้องได้ สิ่งที่แอบซ่อนอยู่ต่่างหากที่เราต้องให้ความสนใจ

ในเมื่อเราไม่มีความรู้ในเรื่องอื่น ๆ ที่เราไม่คุ้นเคย แล้วเรามั่นใจได้อย่างไรว่าข้อมูลเกี่ยวกับเรื่อง นั้น ๆ ที่เราได้รับผ่านสื่อเป็นสิ่งที่ถูกต้อง เราหลับหูหลับตาเชื่อเลยทั้งที่มีประสบการณ์ในหัวข้อที่คุ้นเคยอยู่แล้วว่าข้อมูลที่ได้รับจากสื่อนั้นผิดพลาดได้อย่างรุนแรง มันลักลั่นย้อนแย้งใช่หรือไม่

บทความโดย

ชาลี บัวพร