ตอนที่ 2 Curfew

ตอนที่ 2 Curfew

ครึ่งชั่วโมงต่อมาเสียงพูดคุยในห้องที่ดังจนแม้แต่อาจารย์ก็ยังควบคุมไม่ได้ก็เงียบลง สาเหตุคือสัญญาณประกาศจากทางโรงเรียนที่ดังขึ้น นักเรียนและอาจารย์พากันเงี่ยหูฟังเนื้อหาการประกาศอย่างตั้งใจ

“ขณะนี้สัตว์ร้ายที่หลุดออกมาจากสวนสัตว์ได้ถูกจัดการเรียบร้อยแล้ว นักเรียนสามารถออกจากห้องเรียนไปรับประทานอาหารได้ตามปกติครับ อาจารย์ทุกท่านขอให้เข้าประชุมพร้อมกันที่ห้องแนะแนวทันที ทุกท่านต้องเข้าร่วมประชุมไม่มีข้อแม้ใด ๆ ทั้งสิ้น ถ้ามีความจำเป็นใด ๆ ที่ไม่สามารถเข้าร่วมประชุมได้ขอให้มาแจ้งให้ที่ประชุมทราบก่อน”

จบการประกาศเสียงพูดคุยดังกระหึ่มขึ้นอีกครั้ง ส่วนใหญ่เป็นเสียงจากผู้ที่ได้รับชมคลิปวิดีโอที่พากันวิจารณ์ว่าสัตว์ประเภทนั้นไม่มีอยู่ในสวนสัตว์ของประเทศไทยแน่นอน พวกเขาพากันแลกเปลี่ยนความเห็นว่ากระทิงตัวใหญ่ตัวนั้นคืออะไร แต่คนที่ไม่สนใจก็มี หลายคนรีบเปิดประตูห้องเรียนออกไปทำธุระของตนเองไม่สนใจใคร

ราชันย์ที่รอให้คนอื่น ๆ ออกจากห้องไปก่อนเดินออกไปเจอสนองรออยู่หน้าห้อง สีหน้าตื่นเต้นเหมือนตอนสมัครเข้าเล่นเกมออนไลน์เกมใหม่

“ไอ้ชัน แกตามข้ามานี่” สนองถือแทบเลตราคาถูกของตัวเองจับต้นแขนราชันย์ลากเขาไปยังเก้าอี้ยาวบนระเบียงหน้าห้องเรียน เขาเคาะนิ้วบนแทบเลตสองสามครั้งแล้วบ่นว่าของราคาถูกนี่มันคุณภาพสมราคาจริง ๆ

“นี่ ดูนี่” สนองส่งแทบเลตให้ราชันย์

ราชันย์ขมวดคิ้วมองดูภาพบนหน้าจอ มันเป็นภาพของมอนสเตอร์ในเว็บบอร์ดรวมข้อมูลเกมออนไลน์ บนหน้าเว็บเป็นข้อมูลของเกมที่เขาไม่รู้จัก แต่เว็บบอร์ดแห่งนี้เขาเข้าไปเก็บข้อมูลเพื่อวางแผนการเก็บเลเวลบ่อย ๆ คนที่ได้ข้อมูลใหม่ ๆ มักจะมาโพสท์ลงในเว็บบอร์ดเพื่อเก็บคะแนน ถือได้ว่าเป็นหน้าเป็นตา

ภาพของกระทิงโลหะเงาวาวบนหน้าเว็บนั้นไม่มีทางเป็นอย่างอื่นไปได้ มันคือภาพเหมือนของกระทิงยักษ์ที่เขาได้เห็นผ่านคลิปเมื่อสักครู่นี้

“โทษที ลืมถาม แกได้ดูคลิปรึเปล่า” สนองนึกขึ้นได้ว่าบางทีราชันย์อาจจะไม่ได้ดูคลิปเพราะราชันย์ไม่มีสมาร์ตโฟน

“ได้ดูแล้ว” ราชันย์พยักหน้า ในใจนึกถึงสมบัติผู้นิ่งเฉย “ดูบนมือถือคนอื่นน่ะ”

“มอนสเตอร์จากในเกมโผล่มาในโลกจริงแล้ว” สนองยิ้มกว้าง สีหน้าเต็มไปด้วยความตื่นเต้น

ราชันย์อยากจะแย้ง แต่สิ่งที่เขาได้ประสบตั้งแต่เมื่อวานปิดปากเขาเอาไว้

“ชัน แกคิดว่าถ้ามอนสเตอร์ในเกมโผล่มาในโลกจริงแล้วพวกอาชีพพวกสกิลในเกมหรือว่าอย่างอื่นในเกมมันจะหลุดออกมาด้วยรึเปล่าวะ”

*สกิล (Skill) หมายถึงทักษะ ในที่นี้คือทักษะของตัวละครในเกมออนไลน์

ตาของสนองตอนนี้ทอประกายเหมือนดวงดาวในคืนเดือนมืด ไม่ต้องใช้ความพยายามคิดวิเคราะห์ก็เห็นทะลุว่าสนองอยากได้ความสามารถของตัวละครในเกม อยากทำสิ่งต่าง ๆ ได้เหมือนในเกม

“ไม่รู้สิ” ราชันย์ตัดสินใจเก็บสิ่งที่เกิดขึ้นกับตนเองเอาไว้ไม่บอกให้สนองได้รู้

“แต่มันเป็นไปได้นะเว้ย แกลองนึกดูสิ ถ้าแกมีความสามารถของตัวละครในเกม แกก็จะเป็นไนท์ แท็งก์ให้ข้า ส่วนข้าก็จะเป็นอาเชอร์ยิงอยู่ข้างหลัง น่าสนุกนะเว้ย”

*ไนท์ (Knight) หมายถึงตัวละครที่มีบทบาทเป็นอัศวินในเกมออนไลน์ พลังป้องกันสูง มีหน้าที่รับการโจมตีจากศัตรู

*แท็งก์ (Tank) หมายถึงบทบาทหน้าที่ในเกมออนไลน์ ตัวละครที่ทำหน้าที่แท็งก์จะคอยรับการโจมตีจากศัตรูในขณะที่เพื่อนร่วมกลุ่มทำการโจมตีใส่ศัตรูนั้น ๆ

*อาเชอร์ (Archer) พลธนู มือธนู เป็นอาชีพของตัวละครในเกมออนไลน์ มีความสามารถในการโจมตีระยะไกล ปกติจะโจมตีจากแถวหลังของกลุ่ม

“ทำไมข้าต้องเป็นแท็งก์ด้วยวะ” ราชันย์เบะปาก

“ก็เล่นเกมทุกครั้งแกก็เล่นตัวแท็งก์นี่หว่า”

“นั่นมันในเกม นี่มันชีวิตจริง แกคิดว่าข้อจะยอมเสี่ยงตายไปแท็งก์ให้แกรึไง” ราชันย์เลื่อนหน้าเว็บดูข้อมูลมอนสเตอร์อื่น ๆ

“ไรว้า แค่นี้ทำให้เพื่อนไม่ได้รึไง”

“ตลกละ นี่แกรู้รึเปล่าว่าแกกำลังของให้ข้าปกป้องแกด้วยชีวิตน่ะ ขอให้ตายแทนน่ะเข้าใจมั้ย”

สนองนิ่งไปวูบหนึ่ง แล้วจึงเบิกตาโพลงเหมือนคนง่วงนอนที่โดนสาดหน้าด้วยน้ำเย็น

“เออว่ะ โทษที ข้าลืมคิดไป”

“แต่ถ้าตายแล้วเกิดใหม่ได้เหมือนในเกมบางทีข้าอาจจะแท็งก์ให้แกก็ได้” ราชันย์ยิ้มให้เพื่อนที่กำลังหน้าม่อย

“ขอบใจ … ” สนองที่ถูกดึงกลับมาสู่โลกแห่งความจริงถอนหายใจ

“เกมนี้มันเกมอะไรวะ ทำไมข้าไม่เคยเห็น” ราชันย์เปลี่ยนเรื่องคุย

Rex Regum ราชาเจ้าราชันย์ เป็นเกมที่ไม่ค่อยดังเท่าไหร่เพราะว่าเล่นยากเกินไป ทั้งเซิร์ฟเวอร์มีคนเล่นแค่พันกว่า ๆ เองมั้ง”

“ราชาเจ้าราชันย์? อีกนิดเดียวก็จะไปซ้ำกับนิยายเกมออนไลน์เลยนะ” ราชันย์หัวเราะ

“เออ แกก็ชื่อราชันย์นี่หว่า เข้ากันกับเกมชิบหาย”

ใช่ เข้ากันกับเกมมาก ๆ ราชันย์หัวเราะในใจแบบแกน ๆ กึ่งประชดตัวเอง

“มีคนเล่นไม่ถึงพันแล้วเกมอยู่ได้ยังไงวะ” ราชันย์สงสัย

“เกมนี้ไม่ได้เล่นฟรี มีระบบจ่ายเงินที่จะหารค่าใช้จ่ายกับผู้เล่นทุกคนบวกกำไรของบริษัทเกม ค่าเล่นตกเดือนละพันได้”

“เดือนละพัน … ก็ยังมีคนยอมจ่ายนะ”

“คนละพัน พันคนก็เดือนละล้าน ก็น่าจะพออยู่ได้ล่ะมั้ง เครื่องเซิร์ฟเวอร์ก็คงไม่ต้องทำให้ใหญ่โตอะไร รับคนแค่พันคน แถมคนพันคนก็ไม่ได้ออนไลน์ทุกวันด้วย อย่างมากก็ห้าร้อยหกร้อย”

สำหรับนักเล่นเกมออนไลน์อย่างเช่นราชันย์และสนอง ความรู้เกี่ยวกับเกมออนไลน์ในระดับนี้ไม่ใช่เรื่องที่ไกลตัว โดยเฉพาะคนที่ต้องการวิจารณ์การทำงานของบริษัทเกมยิ่งต้องมีความรู้ทางเทคนิคมากเป็นพิเศษ

“ข้อมูลเกมมีแค่นี้เองเหรอ” ราชันย์เลื่อนหน้าเว็บข้อมูลลงมาจนสุดแต่เห็นมอนสเตอร์เพียงไม่กี่ตัว

“อืม ค่าเล่นเดือนละพันนี่หว่า ใครจะเข้าไปเก็บข้อมูลได้ขนาดนั้น คนที่เล่นเกมนี้ก็คงจะเก็บข้อมูลเอาไว้กับตัวไม่บอกใคร เว็บนี้ก็ไม่ได้อัพเดตมาเป็นปีแล้ว” สนองดึงแทบเลตมาจากราชันย์

“อ้าว ทำไมรีเฟรชแล้วหายวะ” เจ้าของแทบเลตขมวดคิ้ว เขากดรีเฟรชหน้าเว็บเผื่อว่าจะมีการอัพเดตข้อมูล แต่หน้าเว็บที่เป็นข้อมูลในบอร์ดกลับขึ้นข้อความกว่ากระทู้ถูกลบไปแล้ว

“เฮ้ย” สนองกดรีเฟรชอีกสองสามครั้งหน้าเว็บก็เปลี่ยนเป็นหน้าเว็บแลนดิ้งของกระทรวง ICT

*แลนดิ้งเพจ (landing page) หมายถึงหน้าเว็บที่สร้างขึ้นเพื่อประโยชน์บางอย่างโดยเฉพาะ ตัวอย่างเช่นเว็บที่ถูกบล็อกโดยกระทรวง ICT จะมีหน้าเว็บแบบเดียวกันทั้งหมด ถือว่าเป็น landing page ประเภทหนึ่ง

“เว็บหลักของเว็บก็โดนบล็อคว่ะ อะไรวะ”

สนองยังคงมึนงง แต่ราชันย์พอจะเดาออกว่าทางการคงต้องการปิดข่าวที่เกี่ยวข้องทั้งหมด คงมีคนเชื่อมโยงความเกี่ยวข้องระหว่างกระทิงยักษ์และสัตว์ประหลาดในเกมได้แล้ว

เสียงปืนใหญ่รถถังดังขึ้นอีกครั้ง เรียกเสียงกรีดร้องจากนักเรียนหญิงได้ไม่น้อย สนองและราชันย์มองหน้ากันเพราะเสียงยิงปืนครั้งนี้ดังใกล้มาก ความตื่นตระหนกเริ่มเกิดขึ้นในหมู่นักเรียน เมื่อสักครู่นี้เหตุการณ์ยังเกิดขึ้นที่อีกฟากของหน้าจอโทรศัพท์ แต่สิ่งนั้นกำลังประชิดตัวใกล้เข้ามา สัญชาติญาณการเอาตัวรอดของผู้คนเริ่มทำงาน

เสียงปืนกลอัตโนมัติขนาดเล็กดังรัว ก่อนที่ปืนใหญ่รถถังจะคำรามอีกครั้ง ควันสีเทาผสมผุ่นคลุ้งพุ่งลายขึ้นฟ้ามองเห็นได้จากชั้นสามของอาคารเรียนห่างไปไม่ถึงห้าร้อยเมตร รถลำเลียงพลหกล้อสี่คันเคลื่อนมาจอดริมถนนหน้าโรงเรียน ทหารหลายสิบกระโจนลงจากรถพร้อมกับอาวุธครบมือ เสียงปืนดังสนั่นรัวขึ้นไปอีก

“ไอ้ชัน ดูนั่น” สนองเบิกตาโพลงชี้ให้ราชันย์ดูเงาบนท้องฟ้า

ที่เคยเห็นในเกมเทียบไม่ได้เลยกับภาพตรงหน้า มังกรใหญ่สยายปีกกว้างกว่าร้อยเมตรโฉบร่อนผ่านโรงเรียนไปพร้อมกับเงามืดและกระแสลมพัดแรง เฮลิคอปเตอร์สองลำบินตามหลังมังกรตัวยักษ์มาด้วยความเร็วใกล้เคียงกันแต่เสียงใบพัดดังยิ่งกว่า กระสุนปืนกลหนักด้านหน้าเฮลิคอปเตอร์ยิงรัวเห็นเป็นเส้นแสงตามความถี่ของกระสุนประเภทชี้วิถีการยิง

สนองรู้สึกได้ถึงอันตรายอย่างแท้จริงเป็นครั้งแรก ความคึกคะนองสนุกสนานของเขาหายไปเมื่อจินตนาการถึงสิ่งที่เจ้าสัตว์เลื้อยคลานบินได้ตัวนั้นสามารถกระทำกับเหล่ามนุษย์

“ไอ้ชัน นี่มัน … น่ากลัวเกินไปรึเปล่าวะ” สนองหน้าซีด

“พึ่งรู้ตัวรึไง … นั่นใครวะ” ราชันย์ชี้นิ้วไปยังนักเรียนหญิงผู้หนึ่งที่กำลังวิ่งออกไปยังประตูโรงเรียน เธอสะพายกระเป๋าเป้ใบใหญ่ ชายกระโปรงยาวรวบขึ้นมาสอดไว้กับขอบกระโปรงเพิ่มความสะดวกในการวิ่ง กางเกงขาสั้นใต้กระโปรงปิดบังสิ่งที่เด็กหนุ่มสุขภาพดีอยากเห็นเอาไว้

“แกจะนิ่งเกินไปรึเปล่าวะ” สนองมองหน้าเพื่อนที่ดูจะไม่แตกตื่นตกใจกับเรื่องที่เกิดขึ้นเลยแม้แต่น้อย เขาไม่ทราบว่าราชันย์เพิ่งจะได้พบกับเรื่องอันน่าตื่นตระหนกมาเมื่อวานจึงไม่ได้รับผลกระทบจากภาพที่เห็นตรงหน้าเท่าไร “กระเป๋าแบบนั้นมีอยู่คนเดียวในโรงเรียน บัว ประธานชมรมโปรแกรมมิ่ง”

“คนที่เล่นเกมในห้องชมรมจนโดนอาจารย์ด่าน่ะเหรอ” ราชันย์ไม่รู้จักเด็กผู้หญิงชื่อบัว แต่ประธานชมรมโปรแกรมมิ่งนั้นถือว่ามีชื่อเสียงไม่ใช่น้อย

“เออ คนนั้นแหละ เข้าชมรมก็เล่นแต่เกม แต่ดันเขียนโปรแกรมเก่ง ประกวดชนะทำชื่อเสียงให้โรงเรียนมาตั้งแต่ม.2 อาจารย์ก็ได้แค่บ่น เป้ใบใหญ่นั่นก็ใส่คอมพิวเตอร์เอาไว้ เป็นแบบทนทานเพิ่มแบตเตอรี่พิเศษใช้ได้นานทั้งวันด้วยนะ”

“ทำไมแกรู้จักเค้าดีจังวะ” ราชันย์เลิกคิ้ว

“ก็น้องเค้าเป็นหนึ่งในสามดาวโรงเรียนนี่หว่า เป็นสาวแว่นที่หนุ่ม ๆ หมายปองเลยนะ มีแต่แกที่ไม่สนใจผู้หญิงนี่แหละถึงไม่รู้จัก”

บทสนทนาของราชันย์และสนองช่างแปลกประหลาด ในขณะที่นักเรียนและครูอาจารย์ทั้งโรงเรียนกำลังตื่นตระหนกกับเรื่องที่เกิดขึ้น พวกเขากลับทำเหมือนไม่สนใจเรื่องตรงหน้า

สนองไม่ได้นิ่งเฉยถึงเพียงนั้น แต่การแสดงออกของราชันย์ทำให้เขาผ่อนคลายและไม่แตกตื่นจนเกินไป สายตาที่มองดูเหตุการณ์ตรงหน้าอย่างเรียบเฉยของราชันย์สงบจิตใจของเขาลงอย่างน่าประหลาด

“เรากลับบ้านกันดีมั้ย” ราชันย์พูดขึ้นเมื่อเห็นนักเรียนเริ่มทยอยออกจากโรงเรียน คนที่มีรถมอเตอร์ไซค์และจักรยานก็บึ่งควบรถออกไปโดยไม่สนใจกฎโรงเรียนที่บังคับให้เข็นรถไปถึงหน้าประตูแล้วค่อยติดเครื่อง

“อืม กลับก็ดี ไม่รู้ว่าที่บ้านเป็นยังไงบ้าง ถ้ามีอะไรโทรมาหาข้านะ” สนองไม่เรื่องมาก เขาปลีกตัวไปเอากระเป๋าของตัวเองทันที

ราชันย์เดินกลับเข้ามาในห้องเพื่อหยิบกระเป๋าของตัวเองบ้าง เขาพบสมบัติยืนอยู่ข้างโต๊ะรอเขาอยู่แล้ว สมบัติยื่นกระดาษหนึ่งแผ่นให้ราชันย์ เป็นเบอร์โทรศัพท์ของสมบัติเอง

“บันทึกลงเครื่องไว้” สมบัติพูดเสียงเรียบ

ราชันย์จำไม่ได้แล้วว่าสมบัติมีสุ้มเสียงเป็นอย่างไร บางทีเขาอาจจะมีเสียงทุ้มต่ำก้องเกินอายุแบบนี้ตั้งแต่แรกแล้วก็เป็นได้ แม้จะไม่ทราบว่าทำไมสมบัติจึงต้องการให้เขาบันทึกเบอร์โทรเอาไว้ แต่ราชันย์ก็โทรออกด้วยเบอร์นั้น เมื่อได้ยินเสียงโทรศัพท์ของสมบัติดังจึงวางสายและบันทึกหมายเลขลงเครื่องใต้ชื่อ “สมบัติ”

“ระวังตัวด้วย”

************

 

คำพูดของสมบัติยังวนเวียนอยู่ในความคิดของราชันย์จนกระทั่งเขาเดินใกล้ถึงบ้าน การเตือนให้ระวังตัวของสมบัติมีอะไรแอบแฝงหรือเปล่าหนอ หรือเป็นเพียงการเตือนด้วยความหวังดีเท่านั้น

ก่อนที่จะถึงบ้านนั้นเองราชันย์ก็ได้เห็นเด็กสาวที่คุ้นเคยแต่ไม่รู้จักเดินออกจากร้านของเขาที่อยู่ติดถนน เธอโบกรถแท็กซี่ที่วิ่งผ่านมาด้วยท่าทีเร่งรีบ

ราชันย์หยุดยืนดูเธอพูดคุยต่อรองกับคนขับแท็กซี่จนกระทั่งเธอขึ้นรถ เมื่อเขาได้เห็นใบหน้าเธอชัด ๆ ตอนแท็กซี่วิ่งผ่านเขาไปเขาจึงมั่นใจว่าเธอคือน้องสาวอายุน้อยกว่าปีเดียวที่ไม่ได้เจอกันนาน น่าประหลาดที่เขาจดจำเธอได้ทันทีแม้จะไม่ได้พบกันเป็นเวลานาน

ราชันย์เดินเข้าบ้านไปเจอพ่อที่ยืนกอดอกอยู่พอดี

“โรงเรียนปล่อยกลับเหรอ” พ่อราชันย์ถาม

“เปล่าครับ แต่ตอนนี้ไม่มีใครอยากอยู่ที่โรงเรียนครับ”

พ่อของราชันย์พยักหน้าเข้าใจ รอยล้อตีนตะขาบรถถังที่วิ่งผ่านหน้าร้านเมื่อไม่ถึงชั่วโมงก่อนยังเห็นได้ชัดเจนจากจุดที่เขายืนอยู่ เขาโยนกุญแจดอกใหญ่ให้ราชันย์

“นี่กุญแจอะไรครับ” ราชันย์มั่นใจว่าเขารู้จักกุญแจทุกตัวที่มีใช้ในร้าน แต่เขาไม่เคยเห็นลูกกุญแจดอกนี้มาก่อน

“กุญแจห้องหลบภัย ประตูอยู่หลังตู้เสื้อผ้าในห้องนอนพ่อ ไปเปิดเช็คดู”

ราชันย์ประหลาดใจเป็นอย่างยิ่ง เขาไม่เคยทราบมาก่อนเลยว่าบ้านของตัวเองมีของแบบนั้นอยู่ การที่พ่อเขาเตรียมห้องหลบภัยเอาไว้ยังน่าตกใจยิ่งกว่า

“ชัน ตอนเกิดเรื่องพ่อไม่ได้โทรไปหาลูกคงไม่คิดมากใช่มั้ย”

ราชันย์เลิกคิ้วประหลาดใจอีกครั้ง ปกติเขากับพ่อจะไม่ค่อยได้พูดคุยสนิทสนมกันอย่างคนในครอบครัว ไม่ใช่ว่าทั้งสองมีความเฉยชาต่อกัน เพียงแต่เป็นคนเงียบ ๆ เหมือนกัน การที่พ่อของราชันย์เอ่ยคำถามเจือความรู้สึกเช่นนี้จึงสร้างความประหลาดใจให้กับราชันย์เป็นอย่างมาก

บางทีอาจจะเกี่ยวกับน้องสาวของเขาที่เพิ่งออกจากร้านไปตอนที่เขากลับมาถึงบ้านก็ได้

“ไม่ครับ คนในห้องเรียนส่วนใหญ่ก็โดนพ่อแม่โทรมาเช็คความปลอดภัยนะ แต่ผมคิดว่าพ่อคงเห็นว่าผมดูแลตัวเองได้เลยไม่ได้โทรมาหาผม … ใช่มั้ยครับ” ราชันย์ไม่เคยตั้งคำถามกับความรู้สึกไว้วางใจที่พ่อมีให้เขามาก่อน แต่ตอนนี้เขาเริ่มหวั่นไหวเล็กน้อยว่าที่ผ่านมาเขาอาจจะคิดไปเองก็ได้

“พ่อคิดว่าลูกดูแลตัวเองได้ แต่ที่ไม่ได้โทรไปเพราะว่าพ่อติดธุระอย่างอื่นอยู่ ไปตรวจดูห้องหลบภัย พ่อไม่แน่ใจเรื่องอาหารที่ตุนเอาไว้ อาจจะมีของที่หมดอายุก็ได้”

ลักษณะการพูดเหมือนต้องการจะตัดบทสนทนาแต่ราชันย์ไม่เก็บมาใส่ใจ เขาอยากรู้แล้วว่าในห้องหลบภัยที่เขาไม่เคยรู้ว่ามีอยู่ในบ้านเป็นอย่างไร

ประตูหลังตู้เสื้อผ้าถูกซ่อนเอาไว้อย่างมิดชิดด้วยรอยต่อของโครงไม้กับฝ้าผนัง หลังประตูเป็นบันไดลงสู่ชั้นใต้ดิน ทอดไปสู่ประตูเหล็กบานหนึ่งที่ตีนบันได เมื่อใช้ลูกกุญแจไขประตูหนักแง้มก็เปิดออกอย่างง่ายดาย แสดงให้เห็นว่าบานพับได้รับการบำรุงรักษาอยู่เสมอ

ห้องใต้ดินมีแสงสีเหลืองสลัวเลือนรางจากหลอดไฟดวงเล็กเหนือประตูฉายคลุมทับ ราชันย์เปิดสวิตช์ไฟข้างประตูเปลี่ยนความพร่ามัวสีเหลืองเป็นแสงสีขาวสว่างจ้า ห้องหลบภัยใต้ดินนี้มีความกว้างยิ่งกว่าตัวบ้านด้านบน เสาค้ำยันสร้างขึ้นด้วยคอนกรีตเสริมเหล็กขนาดเท่าหนึ่งคนโอบ คานเป็นเหล็กหนา ผนังและเพดานบุแผ่นกันเสียงและความร้อน

นอกจากห้องใหญ่ตรงกลางที่มีโทรทัศน์และเครื่องมือสื่อสารต่าง ๆ ยังมีห้องแยกย่อยไปอีกหลายห้อง ฟากหนึ่งเป็นห้องพักสี่ห้องขึ้นป้ายชื่อติดหน้าห้องเอาไว้

ราชันย์หยุดยืนอยู่ที่ประตูห้องเบอร์สาม ชลธี ชื่อของน้องสาวของเขา เป็นชื่อที่ชวนให้คิดว่าเป็นผู้ชาย แต่เจ้าของชื่อความจริงเป็นเด็กสาวอายุสิบหกผู้หนึ่ง

ห้องหลบภัยห้องนี้พ่อเขาสร้างขึ้นมาเพื่อคนในครับครัว ห้องที่ระบุชื่อไว้สำหรับแม่และน้องสาวที่ไม่ได้พบกันนานเป็นหลักฐานอันชัดเจน หรือว่าความจริงแล้วพ่อเขาไม่เคยทำใจยอมรับการแยกทางกันได้เลย ตลอดเวลาที่ผ่านมาพ่อใช้เงินไปกับการสร้างห้องหลบภัยนี้โดยความครอบครัวที่แตกแยกอยู่ในใจตลอดเวลา

ประตูล็อค ราชันย์ทดลองบิดลูกบิดแล้วเดินไปยังตู้เก็บอาวุธ ตู้โลหะขนาดใหญ่บุด้วยตะแกรงเหล็กป้องกันไม่ให้ใครหยิบฉวยอาวุธภายในได้โดยง่าย ในตู้มีทั้งปืนลูกซอง ปืน M16 ที่พบได้ง่ายในประเทศไทย ปืน AK47 ที่หาได้ง่ายไม่แพ้กัน ปืนสั้นลูกโม่สองกระบอก กล่องใส่กระสุนปืนแต่ละชนิดวางไว้ใต้ราวปืนแยกประเภทกันเรียบร้อย ยังมีตัวหนังสือเขียนไว้บนกล่องระบุขนาดและชนิดเอาไว้อย่างละเอียด

ราชันย์ไม่อยากคิดว่าพ่อไปหาของพวกนี้มาได้อย่างไร สภาพของปืนทั้งหลายดูไม่เหมือนเป็นของมือหนึ่ง บางทีพ่ออาจจะใช้วิธีการที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมายในการได้มาซึ่งอาวุธอันตรายเหล่านี้

เดินผ่านโทรทัศน์ วิทยุสื่อสารขนาดใหญ่ลักษณะเป็นกล่องโลหะสี่เหลี่ยมพร้อมลูกบิดและสวิตช์มากมาย ชั้นวางหนังสือที่มีหนังสือใส่ไว้จนเต็ม ประตูห้องน้ำ ห้องครัว ห้องเก็บของ

ราชันย์บิดลูกบิดห้องเก็บของเพื่อที่จะเข้าไปสำรวจดูของภายใน เสียงไซเรนที่เคยได้ยินแต่ในภาพยนตร์พลันดังขึ้นทำเอาเขาสะดุ้งสุดตัวคิดว่าตนเองเป็นสาเหตุทำให้เกิดสัญญาณเตือนนี้ แต่เมื่อตั้งสติเงี่ยหูฟังจึงได้ทราบว่าที่มาของเสียงนั้นมาจากภายนอก เป็นเสียงที่ดังมากจนแผ่นกั้นเสียงกั้นไว้แทบไม่อยู่

เขารีบวิ่งกลับขึ้นไปบนบ้านทันที เสียงไซเรนเตือนภัยยิ่งดังมากขึ้นหลายเท่า เหมือนกับว่าตัวบ้านถูกจ่อด้วยลำโพงใหญ่สูงเท่าหลังคาบ้าน

“ชัน ปิดประตูหน้าต่างทั้งหมด เอาเหล็กเส้นขัดปิดเอาไว้ให้แน่นด้วย” พ่อของราชันย์วิ่งสวนลงมา เขาต้องตะโกนแข่งกับเสียงไซเรนเพื่อให้ลูกชายได้ยินว่าตัวเองพูดอะไร

ราชันย์ไม่รอช้าและไม่ซักถาม เขาวิ่งไปที่หน้าต่างบ้านก่อน ปิดหน้าต่างด้านนอกพับเข้ามาแล้วใช้เหล็กเส้นขนาดเท่าหัวแม่มือสอดผ่านมือจับหน้าต่างลงกลอนปิดหน้าต่างเอาไว้อย่างแน่นหนา เขาเข้าใจแล้วว่าทำไมบ้านเขาจึงใช้หน้าต่างไม้เสริมเหล็กรูปทรงแปลก ๆ ที่จริงก็มีไว้เพื่อเหตุการณ์เช่นนี้เอง

เมื่อราชันย์ปิดประตูหน้าต่างเสร็จพ่อของเขาก็กลับขึ้นมาบนบ้าน เขาสวมเสื้อเกราะกันกระสุนและเสื้อผ้าหนาติดสนับไหล่ขาแข้งเข่าครบเครื่อง หลังสะพายกระเป๋าใบใหญ่มือประคองปืน M16 เตรียมพร้อมรบเต็มที่

ราชันย์ไม่อยากเชื่อว่าจะได้เห็นพ่อตัวเองในสภาพนี้ เหมือนคนบ้าคลั่ง เหมือนไม่ใช่ความจริง เหมือนเป็นเรื่องตลก เหลือเชื่อ

“พ่อรู้เหรอครับว่าจะมีเรื่องแบบนี้ แล้วพ่อจะไปไหน ทำไมแต่งตัวแบบนี้” ราชันย์ถาม พยายามระงับความสับสนเอาไว้

พ่อของราชันย์มองหน้าลูกชายด้วยความประหลาดใจแล้วจึงแสดงสีหน้าของคนคิดได้

“หมายถึงปืนกับห้องหลบภัยน่ะเหรอ … ไม่ใช่หรอก แม่ลูกไปมีเรื่องกับคนที่มีอำนาจจนต้องหนีไปกบดานที่อื่น ห้องหลบภัยก็มีไว้หลบฝ่ายตรงข้าม ไม่ใช่สัตว์ประหลาดแบบนั้น” พ่อของราชันย์ชี้นิ้วไปยังจอโทรทัศน์ที่แสดงภาพการรายงานข่าวของแมงป่องตัวเท่ารถยนต์ไล่ล่าคนในห้างสรรพสินค้า “พ่อต้องรีบไปรับตัวน้องสาวเรามาที่นี่เพราะโรงแรมที่ชลธีพักตอนนี้กำลังโดนงูโจมตี เดี๋ยวกลับมาแล้วพ่อจะอธิบายให้ฟัง ลูกคงรู้ดีว่าอะไรสมควรทำอะไรไม่สมควรทำ คิดถึงความปลอดภัยของตัวเองเป็นอย่างแรก เข้าใจมั้ย”

ราชันย์พยักหน้ารับง่าย ๆ เขาไม่ทราบว่าจะตอบสนองอย่างไร

เมื่อเห็นลูกชายรับทราบการฝากฝังพ่อของราชันย์ก็วิ่งไปยังประตูหลังบ้าน เสียเวลาถอดกลอนเล็กน้อย กระโดดขึ้นรถมอเตอร์ไซค์คันเก่าแต่แข็งแรงบิดออกจากโรงรถอย่างรวดเร็ว

ราชันย์วิ่งออกมาที่ถนนหน้าบ้าน เห็นควันไฟสีดำลอยตัวขึ้นจากทุกทิศทางรอบตัว ใกล้สุดไม่เกินห้าร้อยเมตรไปจนถึงไกลสุดคือหลายกิโลเมตร รถของพ่อวิ่งสวนกับทหารอาวุธครบมือกลุ่มใหญ่ พวกเขาไม่สนใจพ่อของราชันย์ที่สะพายปืนติดตัว ทหารทุกคนกำลังเหงื่อไหลหน้าตาเคร่งเครียด

ราชันย์มองดูเหล่าทหารวิ่งเลี้ยวผ่านมุมถนนไป มองดูความวุ่นวายรอบตัว เห็นคนขนของขึ้นรถพยายามหนีออกจากตัวเมือง เห็นคนวิ่งข้ามถนนพร้อมของมากมายหอบกอดในอก ร้านสะดวกซื้อ 24/7 ที่ฟากตรงข้ามของถนนเต็มไปด้วยผู้คนที่แย่งกันหยิบฉวยสิ่งของ คนที่ได้ของแล้วก็วิ่งออกจากร้าน คนที่ยังไม่ได้สิ่งที่ต้องการก็รื้อชั้นวางของกระจุยกระจาย เป็นความวุ่นวายโกลาหลอย่างแท้จริง

ราชันย์เริ่มกังวลว่าอู่รถบ้านเขาอาจจะตกเป็นเป้าหมายของฝูงคนเหล่านี้ เขากึ่งเดินกึ่งวิ่งกลับเข้าบ้านปิดประตูลงกลอนอย่างแน่นหนา

เขานั่งดูข่าวรอการกลับมาของพ่อจนถึงค่ำทางการก็ประกาศกฎอัยการศึก ห้ามผู้คนออกนอกบ้านหลังหกโมงเย็น ผู้ฝ่าฝืนอาจถูกยิงทิ้งได้ในทันที

จากวันธรรมดาหนึ่งวัน ผ่านไปไม่ถึงสิบสองชั่วโมง ทุกสิ่งก็กลับตาละปัดเหมือนถูกระเบิดกระเด็นมายังโลกอื่น

************

googlebg

Comments are closed.