ตอนที่ ๑๒๓ แขกไม่ได้รับเชิญ ส่วนกลาง

ตอนที่ ๑๒๓ แขกไม่ได้รับเชิญ ส่วนกลาง

ตอนที่ ๑๒๓ แขกไม่ได้รับเชิญ ส่วนกลาง

วันนี้เด็กสาวมองดูเพื่อนสองคนข้างตัวด้วยความรู้สึกแปลกประหลาด เธอรู้สึกได้ว่าเพื่อนทั้งสองมีบรรยากาศรอบตัวที่ไม่เคยมีมาก่อน กิ่งแก้วดูสวยขึ้นยิ่งกว่าเดิม ตาเป็นประกายจนแทบจะเห็นแสงระยิบ ส่วนราวีก็ดูพึ่งพาได้มากกว่าแต่ก่อน ความมั่นใจในตัวเองของเขาส่งผ่านออกมาในท่วงท่าการแสดงออก สำหรับคนที่คบหากันมานานย่อมจับความผิดปกตินี้ได้

นกสบตากับบอนไซที่กำลังมองดูเธออยู่ เขาเองก็มีความรู้สึกอย่างเดียวกันฉายบอกผ่านแววตา แต่เพื่อนคนนี้ต่างจากเธอเพราะเขาไม่ใช่คนที่จะปิดปากเงียบในเรื่องแบบนี้

“สองคนนี้ไปทำอะไรกันมาน่ะ รู้สึกว่ามันมีออร่าแปลก ๆ ส่งออกมานะ อย่าบอกนะว่า …” บอนไซทำหน้าเหมือนไม่อยากเชื่อ

“ว่าอะไร” ราวีเลิกคิ้วถาม

“อย่าบอกนะว่าไปรวมร่างกันมาแล้วน่ะ”

“รวมร่าง ? ไม่มีคำที่มีความหมายเข้าท่ากว่านี้แล้วรึไง ถ้าใช่แล้วจะทำไมจ๊ะ” กิ่งแก้วเป็นคนตอบแทนแฟนของเธอ

ราวีดูจะปลงกับนิสัยเช่นนี้ของกิ่งแก้วแล้วจึงทำเพียงแค่ผงกหัว

บอนไซมองเพื่อนสองคนสลับกันไปมาแล้วถอนหายใจ เขาไม่อยู่ในอารมณ์จะไปแซวล้อทั้งสองคนเพราะตนเองกำลังตกอยู่ในสภาพย่ำแย่ เขาอาศัยคำพูดที่รูบี้ทิ้งท้ายก่อนหายไปว่าจะไปหามินตราเป็นตัวชี้นำเดินทางมาจนถึงเมืองสวีเดนแต่ก็ไม่พบหญิงในฝัน พบแต่เพียงมินตรากับนกที่ปราสาทแห่งนั้น ต่อให้คิดที่จะตามหาก็ไม่รู้จะไปหาเธอที่ใด

“ทำไปกี่ครั้งล่ะ” นั่นเป็นการหยอกล้อที่ดีที่สุดเท่าที่เขาจะทำได้แล้วในตอนนี้

“กี่ครั้งวี” กิ่งแก้วถามแฟนซึ่งแฟนหนุ่มก็ได้แต่อึกอัก

“ไม่รู้สิ … ปกติเค้านับกันด้วยเหรอ”

กิ่งแก้วนับนิ้วจนครบสิบนิ้วแล้วส่ายหน้า

“กิ่งจำไม่ได้เหมือนกัน แต่สองคืนหนึ่งวันนี่แน่ ๆ แหละ ไม่ได้ออกไปไหนเลย”

แม้แต่บอนไซที่ว่าด้านแล้วก็ต้องอายแทนเพื่อน เขาทำหน้าแหยง ๆ มองดูราวีแล้วเกาคางแกรก ๆ หันหน้าไปทางอื่น

คนที่มีปัญหาตอนนี้ก็คือนก เธอคิดว่าตนเองสามารถทำใจได้แล้วแต่พอได้มาฟังเรื่องราวความสนิทสนมของทั้งสองในระยะประชิดเช่นนี้แล้วเธอก็รู้สึกเจ็บแปลบในอก เพียงแต่มันไม่ได้รุนแรงมากจนรอดพ้นผ่านสีหน้าออกมา

“กิ่งก็ยั้ง ๆ หน่อยก็ได้ ไม่ต้องแสดงออกมากขนาดนั้น ขนาดทำให้ไซหุบปากได้นี่หายากนะ” เธอพยายามหาคำพูดมากลบเกลื่อนความรู้สึกของตน

“รู้แล้วล่ะจ้ะ ต่อหน้าคนอื่นกิ่งน้อยก็เป็นสาวใสไร้มลทินแต่ต่อหน้าแฟนกับเพื่อนสนิทกิ่งก็ไม่อยากปิดบังอะไรให้มากมาย … ยังเหลือในโลกจริงนะวี คราวนี้ไม่ง่ายเหมือนในเกมหรอกนะ” เด็กสาวใช้นิ้วจิ้มแก้มแฟนหนุ่มเย้ายวนเขาเล่น

“พอ พอ พอเลยเจ้าคู่รักบาดหูบาดตาคู่นี้ ว่าแต่มีใครได้ไปโลกใหม่บ้างรึยัง เมื่อวานระบบประกาศจนได้ยินกันทั่วว่ามีประตูมิติเปิดใหม่ในจุดที่บอสอยู่ทุกจุด หรือมัวแต่เล่นท่ากันอยู่เลยไม่ได้ยินว่าเค้าประกาศอะไรกันบ้าง” บอนไซชวนคุยเรื่องอื่นเพื่อเปลี่ยนบรรยากาศ

กิ่งแก้วกับราวีมองหน้ากันแล้วส่ายหน้า ทั้งสองไม่ทราบเลยว่ามีประกาศอะไรเมื่อวานนี้

บอนไซถอนหายใจ เขาแค่ล้อเล่นแต่ดูเหมือนความจริงก็ไม่ห่างไปเท่าไรนัก

“เมื่อวานนี้มีประกาศออกมาตอนสาย ๆ บอกว่าบอสทุกคนถูกปราบแล้วเรียบร้อยเลยมีการปลดผนึกโลกใหม่ เป็นโลกที่ร้ายกาจกว่าโลกนี้หลายเท่า บอสทุกคนจะถูกยกระดับให้มีความเก่งมากขึ้นแล้วไปประจำการที่โลกใหม่ ได้ยินว่ามีบางคนเข้าไปตายที่โลกใหม่แล้วแต่ยังไม่มีใครได้เกิดใหม่เพราะในโลกใหม่นี่ถ้าตายแล้วจะต้องใช้เวลาเกิดมากกว่าปกติหนึ่งวัน นี่ต้องนับรวมเวลาในการเกิดที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ตามจำนวนครั้งที่ตายด้วยนะ”

“แล้วไง อยากลองเข้าไปลุยดูบ้างเหรอ” ราวีในตอนนี้ไม่มีใจอยากจะไปเที่ยวที่ใด เขาอยากอยู่กับแฟนมากกว่า

“ไม่ล่ะว่ะ ข้าต้องรอคนอยู่ที่สวีเดน ไปไม่ได้หรอก ก็ลองถามแกดูว่าจะไปรึเปล่า”

“คงไม่ไปเหมือนกัน บอกตรง ๆ นะ ตอนนี้อยากอยู่กับแฟนมากกว่าเรื่องอื่น ๆ ทั้งหมด แกคงเข้าใจนะ” ราวีตอบตรง ๆ

“เออ ข้าเข้าใจอยู่ ถ้าเป็นข้าข้าก็ไม่ไปไหนเหมือนกันแหละ”

“เราจะทดลองเข้าไปดู” นกพูด ความรู้สึกอยากหนีไปให้ไกล ๆ ผลักดันให้เธอตัดสินใจเช่นนี้ “ได้เรียนกับอาจารย์ดี ๆ มาก็เลยอยากจะทดลองดู น่าสนใจดีเหมือนกัน”

“เหรอ … จะว่าไปแล้วพวกเราได้อาจารย์ดีเลยนะ ตั้งแต่ออกมาจากเกาะนี่ข้ายังไม่เคยแพ้ใครเลยนะถ้าไม่ถูกรุมจริง ๆ ถึงจะถูกรุมก็ยังเอาตัวรอดหนีได้”

ราวีฟังแล้วหัวเราะหึ

“ก็ดูแต่ละอย่างที่แกเรียนมาสิ สู้แบบขี้โกงสุด ๆ ถ้าสู้ด้วยวิธีแบบนั้นแล้วยังแพ้อีกก็ต้องดูตัวเองใหม่อีกหลาย ๆ รอบแล้ว”

“อ้าว ๆ กิ่งได้ยินมั้ย ไอ้วีมันด่าแม่กิ่งอ่ะ ไซเรียนมาจากแม่ยูของกิ่งนะ สั่งงดกิจกรรมใต้เข็มขัดไปสิบวันเป็นการลงโทษเลยดีกว่า”

กิ่งแก้วตาโต

“เอ๋ สิบวันเลยเหรอ กิ่งไม่ไหวหรอก”

บอนไซอ้าปากจะพูดแต่พูดไม่ออกสามครั้งจึงเปล่งเสียงออกมาได้

“จริง ๆ แล้วกิ่งเป็นคนแบบนี้เองสินะ แหม หลอกหนุ่ม ๆ ในห้องสนิทเลยนะ”

“อะไรกัน ที่จริงกิ่งก็เป็นแบบนี้มาตั้งแต่แรกแล้ว คนอื่นเห็นแค่ภายนอกฉาบ ๆ แล้วก็คิดกันไปเองว่ากิ่งจะต้องเป็นยังงั้นยังงี้ พอกิ่งไม่ได้เป็นอย่างที่ตัวเองคิดก็จะมาว่ากิ่งไม่ดีมันไม่ใช่เรื่องนา เพ้อฝันไปเองแล้วผิดหวังไปเองแท้ ๆ กิ่งก็ไม่เคยทำตัวเป็นเด็กเรียบร้อยน่ารักเพื่อหวังจะให้ใครเข้าใจผิดซะหน่อย นั่นก็เป็นนิสัยปกติของกิ่งเหมือนกัน ลองใครมาโวยวายว่ากิ่งแกล้งแสดงละครหลอกให้คนหลงดูสิกิ่งจะกระโดดเตะให้ดู”

บอนไซทำท่าเอียงตัวหลบ

“โดดเตะเลยเรอะ โหดจริงวุ้ย แต่ที่กิ่งพูดก็ถูกแหละ คนเราเห็นแค่บางส่วนของคนคนหนึ่งก็คิดสรุปด้านอื่น ๆ ของเขาเอาเอง พอได้รู้จักเขามากขึ้นก็ผิดหวังเพราะเขาไม่ใช่อย่างที่ตัวเองคิด ทั้งที่อีกคนก็ไม่ได้แกล้งทำว่าตัวเองเป็นคนอย่างที่เขาชอบแท้ ๆ หลายคนต้องเสียใจเพราะคนที่เข้ามาหาบอกเลิกตัวเองเพราะว่าตัวเองไม่ใช่คนอย่างที่เขาคิด มาทำให้รักแล้วบอกว่าไม่ใช่”

คราวนี้กลายเป็นคนอื่น ๆ ที่ต้องจ้องมองดูบอนไซแทน

“นาน ๆ ทีก็พูดเป็นเรื่องเป็นราวเหมือนกันนะไซ” กิ่งแก้วพูด

เสียงประกาศภายในโรงเรียนดึงขึ้นแทรกบทสนทนา

“คุณกิ่งแก้วโปรดทราบ มีแขกต้องการพบคุณกิ่งแก้วค่ะ กรุณามาพบแขกได้ที่ห้องแนะแนวด้วยค่ะ”

“ใครน่ะแก้ว” ราวีถามแต่แฟนของเขาขมวดคิ้ว เธอเองก็คิดไม่ออกว่าใครมาหาเธอในเวลาเช่นนี้

“ไม่รู้สิ ทำไมไม่ประกาศชื่อล่ะ ปกติถ้าไม่ประกาศตัวคนที่มาหาแบบนี้ก็เพราะว่าแขกต้องการปิดบังตัวเอง กิ่งไม่น่ามีแขกแบบนั้นนะ”

“ให้วีไปด้วยมั้ย” เด็กหนุ่มถามด้วยความเป็นห่วง

กิ่งแก้วสบตาแฟนแล้วพยักหน้า

“มา วีมากับกิ่ง พวกเราขอตัวก่อนนะ”

บอนไซกับนกมองตามหลังเพื่อนสองคนที่เดินจูงมือกันแบบออกหน้าออกตาไปยังห้องแนะแนว

“แกไม่เป็นไรนะนก” บอนไซพูดแบบไม่มองหน้าเพื่อน

“เป็นไร ? … เป็นอะไร” นกตะกุกตะกัก

“ไอ้เห็ดมันคงไม่ทันได้สังเกตแต่กิ่งกับข้าไม่พลาดแววตาเจ็บลึกของแกหรอก”

“แววตาอะไรเราเปล่า…” นกหยุดพูดเมื่อเห็นสีหน้าเห็นอกเห็นใจของเพื่อน เธอคิดได้ว่าไม่ควรจมปลักอยู่กับที่อีกต่อไป จะทำเป็นไม่รู้เรื่องต่อไปก็ทำร้ายตัวเองเปล่า ๆ

“ไม่เป็นไร เจ็บประมาณนี้เดี๋ยวก็หาย” ในที่สุดเธอก็ยอมรับความจริงกับเพื่อนแล้ว

“กิ่งก็คงคิดแบบนั้นเหมือนกันถึงได้พยายามตอกย้ำให้แกรู้ตัว ข้าว่ากิ่งก็โหดเหมือนกันนะ มองแบบร้าย ๆ นี่จะบอกว่าเป็นการตัดไฟแต่ต้นลมประกาศความเป็นเจ้าของแบบเด็ดขาดก็ได้ มองอย่างดี ๆ ก็คือไม่อยากให้แกต้องอยู่ในสภาพลำบากใจอีก อาจจะฟังดูโหดร้ายนะนก แต่ข้าว่าต่อให้แกบอกความในใจไปไอ้เห็ดมันคงตอบรับแกไม่ได้หรอก เพราะมันไม่เคยคิดกับแกแบบนั้นจริง ๆ ”

เด็กสาวถอนหายใจ เรื่องนี้ทำไมเธอจะไม่ทราบ

“ทำไมคนที่เป็นเพื่อนกันถึงรักกันได้ยากกว่าคนแปลกหน้านะ ใกล้ชิดเกินไปกลับกลายเป็นห่างไกลมากกว่าคนอื่น”

“ไม่รู้เว้ย ไอ้เห็ดมันก็แข็งไม่ใช่น้อย ขนาดโดนพวกผู้ชายในห้องอาฆาตเหมือนจะฆ่ากันให้ได้มันก็ไม่หวั่น แสดงว่ามันรักของมันมากจริง ๆ แกก็อวยพรให้มันมีความสุขก็แล้วกัน ทำตัวเป็นคนรักแสนดีแบบที่ว่าถ้าเขาสุขเราก็สุขด้วย”

นกขมวดคิ้วมองดูหน้าแหยะ ๆ ของเพื่อนที่ไม่เข้ากับคำพูดของเขาเลย

“เหรอ นายเป็นคนแบบนั้นเรอะ”

“ฮะ ? ท่านบอนไซน่ะเหรอ ตรงกันข้าม ถ้าอยากได้ก็ต้องหาทางเอามาให้ได้สิฟะ”

“แล้วยังมีหน้ามาแนะนำคนอื่นอีกนะ”

บอนไซไม่ได้ตอบคำถามเพราะมีนักเรียนหญิงคนหนึ่งเดินเข้ามาหาพวกเขา ปกติแล้วกลุ่มของราวีทั้งสี่คนจะไม่มีใครเข้ามายุ่งเกี่ยวด้วยในตอนพักเที่ยงเช่นนี้ แม้แต่โต๊ะตัวนี้ก็ไม่มีใครกล้าเข้ามานั่ง ดังนั้นการที่มีคนเข้ามาทักทายจึงเป็นเรื่องแปลก

“ขอโทษนะจ้ะ พวกเธอเป็นคนที่เล่นเกมออนไลน์เสมือนจริงอยู่ใช่มั้ย” เธอพูดและนั่งลงข้างนกแทนที่กิ่งแก้ว

“ถ้าหมายถึงเกมพาราเลลก็ไม่ผิดหรอก … อืม … จำชื่อไม่ได้แฮะ กั้งใช่มั้ย” บอนไซพยายามนึกชื่ออีกฝ่าย

“เปล่าจ้ะ ไม่ใช่กั้ง บุ้งต่างหาก เราชื่อผักบุ้ง”

นกกับบอนไซแสดงสีหน้าว่าไม่คุ้นเคยกับเธอคนนี้แต่จำได้ว่าเธอเรียนอยู่ห้องรวมเดียวกัน

“แล้วมีอะไรเหรอ” บอนไซถาม

“คือว่าอย่างนี้ เราเพิ่งได้รับแคปซูลมาติดตั้งในบ้านเมื่อวานนี้เอง แต่เราไม่เคยเล่นเกมมาก่อนก็เลยอยากจะมาขอคำแนะนำจากคนที่เคยเล่นมาตั้งแต่ช่วงอัลฟ่าแล้วน่ะ พวกเธอจะช่วยเราได้มั้ย”

“บุ้งได้วุฒิผู้ใหญ่แล้วเหรอ ไม่รู้เลยแฮะ เป็นสายลับรึไงเนี่ยทำไมพรางตัวได้แนบเนียนขนาดนี้”

เด็กสาวฟังบอนไซพูดแล้วหัวเราะ แววตาเธอทอประกายแวบหนึ่งแต่ไม่มีใครสังเกตเห็น

“แหม ก็ถ้าอยู่แบบนี้แล้วมันไม่มีปัญหาใช่มั้ยล่ะ ไม่เชื่อก็ลองดูวีตอนนี้สิ มีแฟนเป็นเด็กใหม่ที่น่ารักที่สุดในห้องเลยโดนผู้ชายในห้องเกลียด ไม่ดีเลยใช่มั้ยล่ะ”

บอนไซพยักหน้า

“ใช่ ไม่ดีเลย … แต่ว่าเราคงช่วยอะไรมากไม่ได้หรอกนะเพราะว่าตอนนี้มีเรื่องต้องทำหลายอย่าง ถ้ามาถึงเมืองสวีเดนได้ก็มาเอาพวกของใช้เริ่มต้นอย่างยาฟื้นพลังหรือว่าชุดเกราะกับเราก็ได้ เงินก็พอมีอยู่ไม่ได้ใช้เท่าไหร่หรอก”

นกเสริมเพิ่มต่ออีกอย่าง

“ถ้ามาถึงเมืองสวีเดนจริง ๆ ก็แวะไปหาเจ้าของปราสาทลอยฟ้าก็ได้ เจ้าของปราสาทหลังนั้นบ้าผู้หญิงมาก อ่อย ๆ ยั่ว ๆ อ้อน ๆ หน่อยก็ได้ของมาใช้เยอะแยะแล้ว”

บอนไซตาโต

“เอ๋ คุณอิสยะน่ะเหรอ ดูไม่เหมือนว่าจะเป็นแบบนั้นเลยนะ” เขาได้พบกับอิสยะเมื่อวานนี้ตอนที่ไปถึงเมืองสวีเดน เมื่อเห็นว่าบอนไซเป็นคนรู้จักกับนกและมินตราเขาก็จัดบ้านพักหลังเล็ก ๆ ให้เขาหลังหนึ่งที่ใกล้ ๆ ปราสาทเลย

“ถ้าไม่ใช่จะมีเมียตั้งหลายคนเหรอ”

คำพูดของนกทำให้บอนไซงุนงงมายิ่งขึ้น

“เดี๋ยวนะ คุณอิสยะนี่เป็นลุงของกิ่งไม่ใช่เหรอ เป็นพี่ชายของแม่แก้วหรือแม่ยูใช่มั้ยล่ะ แล้วทำไมลุงของกิ่งถึงได้ไปอยู่ในเกมแถมยังหนุ่มขนาดนั้นล่ะ”

“ไม่รู้สิ คงเป็นพนักงานของบริษัทเกมล่ะมั้งหรือไม่ก็เป็นผู้เล่นเหมือนกัน ก่อนหน้านี้ลุงแกไม่ได้หนุ่มแบบนี้หรอกนะ เป็นตาลุงอายุประมาณสี่สิบนั่นแหละ แต่ไม่รู้ไปได้ยาอะไรถึงได้กลายเป็นหนุ่มฟ้อขึ้นมา”

นกไม่เคยบอกใครถึงเรื่องที่เธอได้พบเขาตั้งแต่ตอนขึ้นจากเรือที่เมืองโคเรีย

“แต่คุณอิสยะแกเรียกลูกสาวเหมือนลูกจริง ๆ เลยนะ โดยเฉพาะลูกแฝดกับอีกคนหนึ่ง เด็กจริง ๆ เข้าไปเล่นเกมไม่ได้อยู่แล้วใช่มั้ยล่ะ แสดงว่านั่นต้องเป็นตัวละครในเกม ชีวิตจริงคุณอิสยะคงไม่มีใคร น่าสงสารเหมือนกันนะ”

นกไม่เคยคิดถึงอิสยะในด้านนี้มาก่อน ถ้าหากว่าอิสยะเป็นคนที่ไม่มีใครเลยในชีวิตจริงและต้องอาศัยตัวละครในเกมเป็นตัวช่วยคลายเหงาจนถึงขนาดสร้างครอบครัวปลอม ๆ ขึ้นมาเขาก็น่าสงสารจริงอย่างที่บอนไซว่า

“เอ่อ … ขอโทษนะ แล้วเรื่องเราว่ายังไงเหรอ” ผักบุ้งที่นั่งอยู่ยกมือเตือนให้อีกสองคนทราบว่าเธอยังนั่งอยู่ข้าง ๆ

“อ้อ โทษที ก็อย่างที่ว่าแหละ ถ้าไปถึงสวีเดนก็ไปหาเราสองคนได้ เราจะช่วยเรื่องเงินกับอุปกรณ์ต่าง ๆ แค่มีเงินช่วยตอนแรก ๆ จะทำอะไรก็ไม่ยากแล้ว แต่พวกเราคงไม่ไปหาถึงเกาะผู้เล่นใหม่หรอกนะเพราะเราก็มีอะไรต้องทำเหมือนกัน” บอนไซสรุปให้ผักบุ้งฟัง

“แค่นั้นก็ช่วยได้มากแล้วจ้ะ ขอบใจทั้งสองคนมากเลยนะ”

“ไม่เป็นไรหรอกแค่นี้เอง” นกยกมือรับการโบกลาของเพื่อนร่วมห้องที่ไม่สนิทกัน เธอเดินจากไปได้ไม่นานราวีกับกิ่งแก้วและแขกที่ไม่แปลกหน้าก็มาถึง

“มินตรามาหาพวกเราแน่ะ” กิ่งแก้วร้องบอกเพื่อนทั้งสอง

บอนไซมองดูมินตราในชุดร่วมสมัยที่ไม่เคยเห็นเธอสวมใส่ตาโต

“โห ทั้งตัวจริงทั้งในเกม หน้าตาเหมือนกันเด๊ะ”

.

“แล้วรถเราหายไปไหนแล้ว”

อิสยะขมวดคิ้วถามลูกสาวเพราะรถที่เขาเพิ่งสร้างให้เธอเมื่อสองวันก่อนหายไปหนึ่งคัน แทนที่เรเซอร์กับเซเบอร์จะขับรถมอเตอร์ไซค์ของตนกลับกลายเป็นว่าทั้งคู่นั่งซ้อนคันเดียวกันกลับมา

“เรให้พี่คนหนึ่งยืมไปค่ะ เค้าบอกว่าขอยืมขับซักสองสามวันแลกกับแผนที่ดันเจี้ยนแถวนี้ทั้งหมด” เซเบอร์ตอบ

คนเป็นพ่อกะพริบตาปริบ ๆ เขาหันหลังให้ลูกแอบเปิดเครื่องติดตามดูพบว่ามอเตอร์ไซค์คันนั้นยังอยู่ในเมือง

“พี่เค้าบอกว่าจะไม่เอาไปขับไกลแต่จะขับใกล้ ๆ นี้แล้วก็จะเก็บเงินมาขอซื้อจากพ่อซักคัน พ่อทำให้พี่เค้าหน่อยได้มั้ยคะ” เรเซอร์อ้อนพ่อ

“ก็ได้ แต่แค่ครั้งนี้ครั้งเดียวนะ พ่อขี้เกียจทำขายให้หลาย ๆ คน ไม่อยากตั้งโรงงานด้วย”

“ให้พี่ชามาช่วยสร้างโรงงานให้ก็ได้นี่คะ” เซเบอร์พูด

“พี่เค้าเล่าให้ฟังเหรอว่าชาตื่นแล้วน่ะ”

ลูกแฝดพยักหน้า

“พี่ชายน์เล่าให้ฟังแล้วค่ะ แม่มายด์ก็โทรไปบอกแม่พลอยแล้วด้วย พ่อไม่บอกแม่พลอยแบบนี้แม่เค้าไม่โกรธเหรอคะ” เด็กทั้งคู่ถามเขาด้วยความไร้เดียงสา

“… แม่เค้าไม่โกรธกับเรื่องแบบนี้หรอก แต่คงจะบินมาฆ่าพ่อทันทีเลยแหละ แล้วนี่วาซาบิไปไหนล่ะ”

“ตอนนี้ไปขับรถวิ่งแข่งกับพี่หมาป่าอยู่ค่ะ พวกเราหิวแล้วก็เลยกลับมาก่อน อีกซักพักก็คงมาแล้วมั้งคะ”

“อืม รีบไปอาบน้ำกินข้าวเถอะไป”

“ค่า”

เด็กทั้งสองลากเสียงยาวแล้วบิดคันเร่งบังคับรถมุ่งตรงไปยังปราสาท อิสยะมองตามหลังไปแล้วคิดว่าคงต้องทำที่นั่งพ่วงให้ทั้งสองคนได้นั่งรถคันเดียวกัน อาจจะต้องทำให้แข็งแรงและสะดวกกับการต่อสู้มากขึ้น หรือว่าจะทำเป็นแบบลอยฟ้าเลยดี

เขาเดินไปคิดไปและโบกมือยิ้มให้กับกับผู้เล่นหญิงกลุ่มหนึ่งที่ยิ้มให้เขา อิสยะในตอนนี้จะเรียกว่าหล่อเหลาก็คงไม่ถึงขั้นนั้น แต่ถ้าจะบอกว่าคมเข้มก็ไม่เกินไป อย่างน้อยเขาก็ดูเป็นมิตรและเข้าถึงง่ายมากกว่าพวกบุรุษเหนือมนุษย์ทั้งหลาย

นอกจากผู้เล่นแล้วชาวเมืองก็พากันโบกมือทักทายเจ้าเมืองที่เพิ่งจะออกมาอธิบายให้ทุกคนเข้าใจอีกรอบว่าตอนนี้เขาเปลี่ยนกลับมาเป็นหนุ่มหน้ามนคมสันแล้ว การสร้างบ้านเรือนขึ้นใหม่เป็นไปด้วยความรวดเร็วเนื่องจากอิสยะได้นำอุปกรณ์หลายอย่างออกมาช่วยสนับสนุน

สิ่งที่ได้ประโยชน์มากที่สุดก็คือแม่พิมพ์อัดสร้างอิฐก้อนและเตาเผาขนาดยักษ์ จากที่ต้องสกัดหินซึ่งต้องลำบากหามาจากที่ไกล ๆ และต้องเสียเวลาเก็บรายละเอียดก็กลายเป็นการขุดดินริมแม่น้ำที่อยู่ใกล้ ๆ มาปั้นอัดเข้าแม่พิมพ์แล้วเผาด้วยความร้อนสูงได้เป็นอิฐคุณภาพดีขึ้นมา เมื่อได้ฝีมือชองช่างก่อสร้างที่มีทักษะสูงเยี่ยมมากมายบ้านและอาคารต่าง ๆ ก็สำเร็จลงในเวลาไม่กี่วัน

อิสยะเดินมาจนถึงเมืองสวีเดน เขาหลบหลีกมอนสเตอร์ระดับสูงไปจนถึงใจกลางเมืองที่มีซุ้มประตูใหญ่สูงนับสิบเมตรปรากฏขึ้น มองจากด้านนี้จะเห็นว่าอีกฟากของประตูเป็นเวลากลางคืนที่สามารถเห็นดวงดาวได้ชัดเจน ถ้ามองจากอีกฝั่งก็คงจะเห็นว่าด้านนี้ยังคงสว่างด้วยเวลายามค่ำที่ยังมีแสงส่อง

มีคนหลายกลุ่มแล้วที่เดินผ่านประตูใหญ่บานนี้เข้าไปแล้วไม่ได้กลับออกมา

“ท่านอิสยะสนใจประตูลึกลับนี้ด้วยรึ” เสียงทุ้มอันคุ้นเคยดังขึ้นที่ด้านหลัง เขาคือสไตรเดอร์แม่ทัพคนสำคัญของเมืองแตกสวีเดนแห่งนี้

“สวัสดีท่านแม่ทัพ ข้าพเจ้ากำลังคิดสงสัยว่าที่อีกฟากของประตูมีโลกแบบใดซ่อนอยู่”

แม่ทัพหนุ่มเดินขึ้นมายืนเคียงข้างอิสยะ เจ้าของปราสาทลอยฟ้าที่เขาเคยป้ายสีว่าเป็นปิศาจร้าย ปิศาจร้ายตนนี้ซึ่งกลับกลายมาเป็นผู้ช่วยฟื้นฟูตัวเมืองสวีเดนจนผู้คนสามารถดำเนินชีวิตประจำวันได้เป็นปกติ

“ข้าพเจ้ายังไม่ได้ขออภัยท่านอิสยะอย่างเป็นทางการ”

อิสยะเลิกคิ้ว

“เรื่องอะไรรึ”

“เรื่องที่ข้าพเจ้ากล่าวหาว่าท่านเป็นราชาปิศาจที่มารุกรานพวกเรา”

อิสยะหันกลับไปมองดูประตูเช่นเดิม

“ท่านแม่ทัพไม่ต้องคิดมาก ความจริงท่านก็พูดไม่ผิดไปจากความจริงเท่าไรนัก การที่กองทัพปิศาจมารุกรานถึงที่นี่ตั้งแต่เมื่อหนึ่งพันปีก่อนก็ถือว่าเป็นความผิดของข้าพเจ้าด้วยเช่นกัน ถ้าไม่ได้ความช่วยเหลือจากข้าพเจ้าเกรงว่าแม่ทัพเกียร์คงนำทัพมาไม่ถึงที่นี่”

แม่ทัพสไตร์เดอร์รู้สึกสนใจแม่ทัพเกียร์ที่อิสยะพูดถึงเพราะเห็นว่าเป็นคนที่มีตำแหน่งเดียวกัน เขายังสนใจเรื่องที่ว่าอิสยะเกี่ยวข้องกับการรุกรานเมื่อหนึ่งพันปีก่อนด้วย

“ท่านอิสยะสามารถอธิบายให้ละเอียดกว่านี้ได้หรือไม่”

“ข้าพเจ้าไม่อยากลงลึกในรายละเอียดเพราะมันคงต้องใช้เวลาหลายวันกว่าจะกล่าวอธิบายได้หมดสิ้น สรุปสั้น ๆ ว่าข้าพเจ้าได้ช่วยเหลือสร้างพาหนะกับวงเวทย์เคลื่อนย้ายให้แม่ทัพเกียร์โดยไม่ได้ตั้งใจ ส่วนหนึ่งก็มาจากการถูกบุตรสาวผู้หนึ่งซึ่งมีสายเลือดปิศาจหลอกล่อ ด้วยความช่วยเหลือนั้นแม่ทัพเกียร์จึงสามารถข้ามทะเลอันโหดร้ายมาถึงที่แห่งนี้”

แม่ทัพสไตรเดอร์ร้องอ้อ ชายผู้นี้เองหรือที่สร้างวงเวทย์เคลื่อนย้ายขนาดใหญ่ขึ้นมา วงเวทย์ที่พวกเขายังถอดรหัสหาวิธีการทำงานของมันไม่พบ

“นั่นเป็นเรื่องราวตั้งแต่เมื่อหนึ่งพันปีก่อนแล้ว และท่านเองก็ไม่ได้ตั้งใจ ไม่ว่าผู้ใดก็ไม่สามารถกล่าวโทษท่านได้อย่างเต็มปากเต็มคำ”

อิสยะหัวเราะหึ

“ท่านแม่ทัพ การกล่าวโทษผู้อื่นนั้นท่านต้องการเพียงรอยด่างพร้อยเล็กน้อย ผืนผ้าไหมงามกว้างยาวหนึ่งวามีรูโหว่แค่หนึ่งปลายนิ้วที่ตรงกึ่งกลางก็สามารถตัดราคาลงได้เกือบครึ่ง ต่อให้มีคุณค่าอีกมากมายแล้วจะเป็นไร คนเราก็ตัดสินคนอื่นเช่นนั้นเอง ความดีของตัวเรา ความชั่วของผู้อื่น สิ่งเหล่านี้ล้วนแต่เจิดจ้ายิ่งกว่าดวงอาทิตย์กลางฟ้ายามเที่ยง”

แม่ทัพสไตรเดอร์ที่กำลังจะเอ่ยปากพูดต้องหันย้อนกลับไปดูด้านหลังเนื่องจากมีเสียงฝีเท้าวิ่งมายังจุดที่ทั้งสองยืนอยู่ อิสยะมองเห็นแต่ไกลว่าผู้ที่กำลังวิ่งสุดฝีเท้านั้นไม่ใช่ใครแต่เป็นเด็กสาวที่มาอาศัยฝึกวิชาในปราสาทของเขาหรือนกนั่นเอง

เธอวิ่งผ่านตัวเขาไปน้ำตานองหน้า

“นก เดี๋ยวก่อน”

อิสยะใช้สายใยเวทมนตร์รั้งตัวเธอไว้แต่ไม่สามารถต้านทานพลังลมปราณที่เฮอร์มันด์สอนให้เด็กสาวจึงหลุดจากการฉุดรั้งมุ่งหน้าเข้าหาประตูใหญ่

“ท่านแม่ทัพ ข้าพเจ้าฝากบอกเรื่องนี้ให้ภรรยาข้าพเจ้าทราบด้วย” พูดจบก็พุ่งตัวตามเด็กสาวที่วิ่งทะลุผ่านไปยังอีกด้านของประตูแล้ว

.

คุยกับท่านผู้อ่าน

ส่วนนี้แต่งไว้ตั้งแต่วันที่ 2 แล้วครับ แต่รวบเอามาลงในวันที่ 6 ตั้งใจว่าจะแต่งให้ได้สามส่วน ต้องรอดูว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร

สุดท้ายแล้วก็ได้เอามาลงในวันที่ 5 เพราะว่าร้านเน็ตเปิดเร็วกว่ากำหนด

ชาลี

2 มกราคม 2557

Comments are closed.