ตอนที่ ๑๒๓ แขกไม่ได้รับเชิญ ส่วนท้าย

ตอนที่ ๑๒๓ แขกไม่ได้รับเชิญ ส่วนท้าย

ตอนที่ ๑๒๓ แขกไม่ได้รับเชิญ ส่วนท้าย

อิสยะพบว่าตนเองเจอปัญหาใหญ่เข้าแล้ว เขาจับตัวนกไว้ได้ก็จริงแต่เขาฟังคำพูดของเธอไม่เข้าใจ ระบบแปลภาษาของเขาหยุดทำงานโดยสิ้นเชิง เขาต้องรีบเปิดใช้คอมพิวเตอร์ขนาดเล็กในตัวที่ทำงานแยกมาจากระบบหลักต่างหากจึงฟังเด็กสาวพูดได้รู้เรื่อง

เมื่อหันกลับมาดูแทนที่จะได้เห็นเป็นช่องประตูเหมือนอย่างที่อีกฟากหนึ่งเขากลับเห็นลวดลายที่วาดลงบนผนังหินเรียบแทน ประตูนี้เป็นประตูที่เปิดออกทางเดียว

สิ่งต่อมาที่อิสยะรู้สึกได้ก็คือพลังงานเวทมนตร์ที่เขาสามารถรับจากบรรยากาศภายนอกนั้นถูกตัดขาดโดนสิ้นเชิง ย่ำแย่ยิ่งกว่าตอนที่อยู่นอกเขตโดมพลังงานเวทมนตร์ในทวีปเก่า อากาศโดยรอบขณะนี้ไม่มีพลังงานเวทมนตร์เจือปนเลยแม้แต่น้อย

ที่พอจะพึ่งพาได้ในยามนี้ก็คือพลังงานจากแก่นพลังงานเวทมนตร์ในตัวของอิสยะซึ่งเป็นเสมือนกับพลังชีวิตของเขา ถ้าไม่สามารถรับพลังงานเวทมนตร์จากภายนอกเขาก็ไม่ต่างจากเทียนไขที่เผาไหม้ตนเอง ถ้าเทียบกับมนุษย์ทั่วไปเขาก็เหมือนนักบินอวกาศบนดวงดาวอันไกลโพ้นรอเวลาให้อากาศในถังหมดลง

“ปล่อยนะ ปล่อย … ปล่อย ฮือ …” เด็กสาวตะโกนร้องดิ้นรนอยู่ในอ้อมแขนอิสยะแล้วร้องไห้หมดเรี่ยวแรง

อิสยะที่กอดนกไว้จากด้านหลังใช้มือปิดปากนกไว้ไม่ให้เธอส่งเสียง เขาเห็นจุดสีแดงทอประกายจ้านับร้อยนับพันในความมืดโดยรอบ

นกยังคงสะอื้นไห้ไม่สนใจเรื่องราวภายนอก เธอปล่อยให้น้ำมูกน้ำตาไหลออกมาเปื้อนเลอะมือชายหนุ่ม เธอเพียงแค่อยากจะร่ำให้ออกมา ระบายความเจ็บปวดที่คั่งค้างออกมาให้หมด

ชายหนุ่มในเวลานี้กำลังตึงเครียด เขาส่งเส้นใยพลังงานเวทมนตร์ออกไปสำรวจพื้นที่โดยรอบแต่เส้นใยพลังงานเวทมนตร์เหล่านั้นถูกปัดเบนออกไปข้าง ๆ ด้วยสนามแม่เหล็กอันแกร่งกล้าขนาดเท่ารถยนต์จำนวนมาก ตำแหน่งของมันก็คือจุดสีแดงโดยรอบนั่นเอง

เสียงแต๊กที่เกิดจากของแข็งกดปะทะกับพื้นหินดังขึ้นในความมืดห่างไกลออกไป ตามด้วยเสียงที่สองที่สาม เสียงของบางสิ่งไต่คลานในความมืดเพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ

อิสยะเดินถอยหลังกลับมาจนชิดกับผนังหิน เขาทดลองใช้ทักษะไอพ่นดูแล้วแต่ทักษะของเขาไม่ทำงาน แม้แต่กระเป๋าใส่ของที่เขามีติดตัวก็ไม่ทำงานเพราะมันเป็นกระเป๋าที่ใช้ระบบเก่าไม่ใช่ระบบใหม่อย่างที่ใช้ในทวีปใหม่ โลกใหม่ที่เปิดขึ้นมานี้ตัดความช่วยเหลือของระบบเกมเก่าที่อิสยะเคยใช้ออกจนหมด มีเพียงทักษะเฉพาะตัวที่เป็นทักษะแท้ ๆ ของอิสยะเท่างั้นที่ทำงานได้

อิสยะพลันพบว่าตัวเองพึ่งพาเวทมนตร์มากเกินไป เขาพกพาสิ่งของที่ไม่ต้องการพลังงานเวทมนตร์น้อยเกินไป และเขาก็ไม่ต้องการเผาผลาญพลังงานเวทมนตร์ในตัวเองด้วย

หลังพิงผนังแล้วแต่อิสยะยังคืบคลานกระเถิบไปข้าง ๆ พยายามไม่เคลื่อนที่หุนหัน เขาไม่ต้องการยั่วยุให้ศัตรูประหลาดซึ่งไม่แน่ใจว่าจะสู้ได้หรือไม่ตื่นตกใจตรงเข้ามาเล่นงานในเวลานี้

จุดแสงสีแดงยังมีจำนวนคงเดิมแต่ขยายขนาดใหญ่ขึ้น เป็นโชคของอิสยะจริง ๆ เขาค้นพบซอกหินแคบ ๆ ข้างผนังหินเรียบ เมื่อใช้เส้นใยเวทมนตร์สำรวจเรียบร้อยแล้วไม่พบว่ามีศัตรูอยู่ภายในเขาจึงแทรกตัวเองเข้าไปพร้อมกับเด็กสาว

ซอกหินนี้แคบตอนต้นขยายออกตอนปลาย หากแต่ความสูงของช่องแตกก็ลดลงด้วย อิสยะต้องนั่งลงจึงเข้าไปถึงส่วนลึกสุดของซอกหิน

แสงไฟที่เห็นเป็นเพียงจุดเล็ก ๆ ในตอนแรกตอนนี้มีขนาดเท่าไฟหน้ารถยนต์ มันเบียดเสียดกันไปมาอยู่หน้าซอกหินไม่สามารถแทรกเข้ามาภายใน

เด็กสาวในอ้อมแขนอิสยะยังคงร่ำไห้ เธอร้องจนไม่มีแรงจะส่งเสียง มีเพียงอาการกระตุกสะอื้นที่ดำเนินไปอย่างต่อเนื่องไม่หยุด อิสยะรู้สึกคล้ายกับว่าเคยพบเหตุการณ์เช่นนี้มาก่อนแต่เขาจำไม่ได้ว่าเป็นตอนไหนเวลาไหนกับใคร

“ไม่เป็นไรนะ พี่อยู่ตรงนี้แล้ว ที่นี่เวลานี้นกปลอดภัยจะไม่มีใครทำร้ายนกได้” อิสยะประคองกอดให้เด็กสาวได้ใช้แผ่นอกเขาเป็นที่รองรับน้ำตาและความปวดร้าว ในมุมมองของเขาแล้วคำพูดนี้ออกจะผิดวิสัยอยู่เพราะสำหรับผู้เล่นอย่างเช่นนกเธอก็แค่ตายแล้วกลับไปอยู่ในโลกเดิมของเธอ จะเรียกว่ามีคนมาทำร้ายก็ดูแปลกประหลาด โดยนัยแล้วความหมายของเขาคือความปลอดภัยในด้านความรู้สึกมากกว่า

เด็กสาวขดตัวซุกใบหน้ารับการลูบผมปลอบโยน ความรู้สึกของมนุษย์ก็เป็นเช่นนี้ เอาแน่เอานอนไม่ได้ สิ่งที่เราปล่อยให้มันนอนก้นตกตะกอนเมื่อถูกกวนอย่างแรงจนฟุ้งขึ้นมาถึงผิวหน้า ความรู้สึกที่กดไว้ด้วยคำว่าไม่เป็นไรเมื่อท่วมท้นทวีคูณกลับยากที่จะทนทานรับได้

“รักคนที่เขาไม่รักเรา มันเป็นเรื่องธรรมดา ไม่ใช่แค่นกคนเดียวที่ต้องเจอกับเรื่องแบบนี้ ตอนนี้ยังมีแรงร้องไห้ก็ร้องออกมาเถอะ จนถึงจุดหนึ่งแม้แต่น้ำตาก็จะไม่มีให้ไหล”

“ลุง … ลุงมีเมียตั้งหลายคน … ลุงก็พูดได้สิ” เด็กสาวแย้งแต่ยังคงยอมให้เขาลูบหัวไม่ขัดขืน

“เอ้า ลุงก็ลุง … กว่าจะมาถึงจุดนี้ตรงนี้นกไม่รู้หรอกว่าลุงผ่านอะไรมาบ้าง พอเวลาผ่านไปแล้วย้อนกลับไปมองดูแล้วนกจะรู้ว่าตัวนกในตอนนี้มันน่าขำขนาดไหน เชื่อลุงสิ เรื่องแบบนี้ลุงเคยผ่านมาก่อน ลุงยังแย่ยิ่งกว่าเพราะคนที่ลุงรักไปรักคนอื่น แต่คนที่เค้ารักกลับไม่รักเค้าตอบ ถึงจะเป็นอย่างนั้นลุงก็เป็นตัวแทนของคนคนนั้นไม่ได้ เห็นคนที่เรารักต้องเศร้าเสียใจแต่จนปัญญาไม่มีขีดความสามารถในการช่วยเหลือ นกคิดว่าแบบไหนมันเจ็บปวดมากกว่าล่ะ”

เด็กสาวในอ้อมอกอิสยะเงียบไป เธอยังสะอื้นอยู่แต่ไม่รุนแรงเท่าเมื่อสักครู่แล้ว เธอหลั่งน้ำตาแต่ไม่ร้องไห้อีก

อิสยะเพ่งมองดูแสงไฟสีแดงภายนอกไม่ประมาทแม้แต่วินาทีเดียว ใครจะทราบว่าเจ้าของแสงพวกนั้นมีเจตนาดีหรือร้ายมีความสามารถถึงในระดับไหน

เวลาผ่านไปเนิ่นนาน นานจนเด็กสาวสงบนิ่งลงได้เป็นผลสำเร็จ เธอยังคงซุกหนุนอกของอิสยะไม่ขยับถอยหนี

“พี่ยะคะ” เสียงกระซิบแผ่วเบาด้วยวิธีการเรียกและน้ำหนักต่างไปจากเดิม

“ครับ”

“พี่ยะ … ช่วยปลอบใจนกหน่อยได้มั้ยคะ”

“ปลอบใจแบบไหนครับ”

“แบบที่ทำกับภรรยาของพี่ยะ”

อิสยะสูดลมหายใจเข้าสุดปอดแล้วระบายออกมา น้ำเสียงอันเปี่ยมไปด้วยความเศร้าหมองของเด็กสาวในยามนี้ช่างหดหู่ยิ่งนัก เหมือนกับว่าเธอกำลังพยายามทำร้ายตัวเอง มันไม่มีความรู้สึกสิเนหาใด ๆ แฝงอยู่เลย เป็นน้ำเสียงของคนที่ไม่สนใจโลกแล้ว

“ไม่ได้หรอกครับ ถ้าพี่ทำลงไปในตอนที่นกเป็นแบบนี้เราทั้งสองคนจะต้องเสียใจภายหลังแน่นอน แต่ถ้าหากนกอยู่ในสภาพจิตใจปกติเมื่อไหร่พี่ก็ยินดีเป็นอย่างยิ่ง”

เด็กสาวหัวเราะทั้งน้ำตา

“งั้นก็ไม่เป็นไรค่ะ นกไปหาคนอื่นช่วยปลอบใจก็ได้”

“ไม่ได้ครับ คนอื่นก็ห้าม”

“ทำไมคะ เราก็ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกันซะหน่อย นกจะทำอะไรก็ตามใจนกสิคะ”

“ทำไมจะไม่เกี่ยว เพื่อนหลานสาวทั้งคน … ถ้าให้เดาล่ะก็ สาเหตุคือเจ้าหนุ่มราวีนั่นใช่มั้ย” อิสยะพลันปะติดปะต่อเรื่องราวสำเร็จ นี่หมายความว่าคนที่เขาให้คำปรึกษาไปได้บรรลุเป้าหมายของตนเองแล้ว และนกได้รับรู้เรื่องนั้นทำให้กำแพงที่ก่อกั้นไว้พังทลายไม่สามารถทนทานรับได้อีก กลายเป็นว่าเขามีส่วนทำให้เธอต้องตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ ถ้าหากเธอมีเวลามากกว่านี้เธออาจจะสามารถทนทานรับได้ไม่ถึงกับร้องไห้ถล่มทลายเช่นนี้

เขาพลันรู้สึกว่าตนเองต้องรับผิดชอบในเหตุการณ์นี้เพิ่มขึ้นมา

นกที่ได้ยินชื่อราวีนิ่งไปจากนั้นเริ่มสะอื้นอีก แผลสดเช่นนี้สะกิดเพียงเล็กน้อยก็เจ็บแสบทรมานยิ่งนัก

อิสยะไม่มีทางเลือกอีก เขาประคองใบหน้าเด็กสาวขึ้นพรมจูบดวงตาที่เปียกชื้นแล้วช่วยปลอบประโลมเธอด้วยการจุมพิตอันอ่อนโยน เป็นการจูบแบบเดียวกับที่เขามอบให้ภรรยารัก

เด็กสาวเกาะขยุ้มเสื้ออิสยะโดยแรง แต่ด้วยความนุ่มละมุนที่ส่งถ่ายผ่านเข้ามาหัวใจที่เกร็งเขม็งก็ผ่อนคลายลง เธอลดมือที่เกาะกุมเสื้อเขาลงทีละน้อยตามความรู้สึกที่แผ่ขยายดุจดอกไม้ตูมที่ได้รับสายลมอุ่นพัดแรกหลังหน้าหนาวอันยาวนาน

มือหนึ่งของอิสยะประคองกอดเด็กสาวเอาไว้ส่วนอีกมือเกาะกุมมือของเธอบีบกระชับแน่น น้ำตาของเธอไหลออกมาอีกครั้ง แต่มันไม่ใช่น้ำตาอันเจ็บปวดอย่างเช่นเมื่อครู่

ถึงเด็กสาวจะเปิดโอกาสให้เต็มที่ แต่ในสถานการณ์เช่นนี้อิสยะไม่สามารถดำเนินการได้จริง ๆ เขาทำได้เพียงกอดเธอไว้ให้เธอได้พักหัวใจอันปวดร้าว จะให้ฉวยโอกาสเอาเปรียบผู้หญิงในตอนที่เธออยู่ในสภาพไม่เป็นปกติเขายังทำไม่ได้

ในถ้ำอันมืดมิดแห่งนี้ทั้งสองไม่ทราบว่าใบหน้าของอีกฝ่ายมีอารมณ์ใดฉายทับอยู่ มีเพียงเสียงหัวใจและมือที่เกาะกุมกันเอาไว้ สำหรับคนที่อยู่ในช่วงเวลาอ่อนแอนี่เป็นสิ่งที่สร้างความซาบซึ้งได้ฝังลึกเป็นอย่างยิ่ง

ริมฝีปากของทั้งสองแยกจากกันแล้วแต่เด็กสาวยังพิงหนุนแผ่นอกของคนที่อยู่ถูกที่ถูกเวลาคนนี้อยู่

อิสยะจ้องมองออกไปยังดวงไฟสีแดงที่ยังเคลื่อนที่ไปมาไม่หยุด เขาต้องหาทางกลับไปโลกเดิมให้เร็วที่สุด

.

“แปลกจัง ทำไมนกถึงขอกลับไปก่อนไม่กลับพร้อมกันเหมือนอย่างเคยนะ” ราวีที่นั่งอยู่ข้างกิ่งแก้วบนรถโดยสารพูดขึ้น เขากับเธอและบอนไซรวมสามคนอยู่ในระหว่างการเดินทางกลับบ้าน

บอนไซมองดูเพื่อน บางครั้งเขาก็รู้สึกอิจฉาที่ราวีไม่ทราบเรื่องใกล้ตัวเช่นนี้

“คงจะรีบกลับไปทดสอบทักษะที่เรียนมาใหม่ในโลกใหม่ล่ะมั้ง” เขาช่วยตอบแทนเพื่อน

แววตาของกิ่งแก้วฉายแววลำบากใจวูบหนึ่งแล้วหายไป เธอทราบดีว่าเกิดอะไรขึ้น แต่เธอเชื่อว่าเรื่องเช่นนี้ยิ่งจัดการให้ชัดเจนเร็วเท่าไหร่ยิ่งดี

“ว่าแต่กิ่งไปคุยอะไรกันสองคนกับมินต์เหรอ ไม่เห็นบอกให้พวกเราฟังบ้างเลย” บอนไซถามถึงเรื่องเมื่อตอนพักเที่ยง

“เรื่องส่วนตัวระหว่างผู้หญิงจ้ะ ผู้ชายไม่มีสิทธิ์รับรู้”

“อ๋อเหรอ แกระวังไว้เธอเจ้าวี ดีไม่ดีแฟนแกจะแอบไปปลูกสวนดอกไม้กับหญิงอื่น”

“บ้าเหรอ กิ่งไม่ทำแบบนั้นหรอก มีแต่จะพาวีเข้าสวนดอกไม้ต่างหาก อิจฉาล่ะซี่”

ราวีนั่งตรงกลางฟังเพื่อนกับแฟนยิงมุกแหย่กันไปมาไม่รู้จะพูดอะไรดีจนกระทั่งเห็นอะไรบางอย่างเข้า

“… นั่นอะไรน่ะ” เขาชี้ไปที่สิ่งมีชีวิตเหมือนสุนัขแต่ใหญ่กว่าซึ่งกำลังวิ่งอยู่บนถนน

บอนไซกับกิ่งแก้วมองตามนิ้วของราวีแล้วขมวดคิ้วขึ้นพร้อมกัน สิ่งนั้นดูคล้ายสุนัขแต่มีขนาดใหญ่กว่า รวมถึงกางเกงขาดลุ่ยที่สวมทับอยู่กับส่วนล่างของมัน

[มนุษย์หมาบ้า] เลเวล 55

ตัวหนังสือแสดงสถานะปรากฏขึ้นให้ราวีเห็นเมื่อรถโดยสารวิ่งเข้าไปใกล้ สภาพของสัตว์ประหลาดตนนั้นช่างน่าขนลุก ลักษณะรูปร่างของมันมีส่วนผสมระหว่างสุนัขกับมนุษย์ ผิวหนังไร้ขนหน้าทู่เขี้ยวยาวน้ำลายไหลย้อย สองตีนหน้ามีห้านิ้วเหมือนมือของมนุษย์ไม่ผิดเพี้ยนแต่สองตีนหลังกลับเป็นอย่างสุนัข ที่ทำให้น่ากลัวก็คือขนาดที่ใหญ่เกินสุนัข ยังใหญ่กว่าลูกวัวตัวโตเสียอีก

คนในรถโดยสารเริ่มตื่นตัวพากันชี้ไปยังสัตว์ประหลาดตัวนั้นส่งเสียงพูดคุย มนุษย์หมาบ้าที่วิ่งเร็วเกือบเท่ารถหันขวับมายังรถโดยสารเหมือนทราบว่าคนในรถกำลังให้ความสนใจมัน ดวงตาที่มีตาขาวตาดำเหลือกโตกลมอย่างมนุษย์ทำให้หลายคนสะดุ้งเฮือก นี่มันสัตว์จากนรกชัด ๆ

“พวกเราขยับไปอยู่อีกด้านดีกว่า” สัญชาตญาณของราวีบอกเขาว่าสัตว์ประหลาดตนนี้อันตราย เขาดันแฟนไปจนสุดฟากที่ติดถนน

กิ่งแก้วก็รู้สึกว่ามีอันตราย เธอเลื่อนกระจกหน้าต่างขึ้นเปิดช่องทางเตรียมพร้อม

“ไซ มาทางนี้” ราวีบอกเพื่อนเมื่อเห็นเขายังมองสัตว์ประหลาดนั้นไม่ขยับตัว

“นั่นมันอะไรวะ มนุษย์ดัดแปลงหลุดมาจากสถานีวิจัยที่ไหนรึไง” บอนไซลุกขึ้นยืนแต่ถอยมาชิดเก้าอี้อีกด้านของรถโดยสารสองมือจับราวบนพนักเก้าอี้แน่น

เสียงสัญญาณรถตำรวจดังขึ้น คนในรถตอนนี้คิดได้แค่ว่ามันจะต้องเกี่ยวกับสัตว์ประหลาดตนนี้แน่นอน

มนุษย์หมาบ้าเหลียวหลังกลับไปยังต้นเสียง มันเร่งความเร็วในการวิ่งมากขึ้นแล้วเปลี่ยนทิศทางมุ่งหน้าไปยังหมู่บ้านริมถนน มันสามารถกระโดดขึ้นหลังคาบ้านได้อย่างง่ายดาย กระโจนอีกสองสามครั้งก็หายลิบไปกับดงบ้านเดี่ยวลักษะคล้ายกันหลายร้อยหลัง

ราวีระบายลมหายใจโล่งอกที่ไม่มีอะไรเกิดขึ้น

“เหมือนหลุดออกมาจากหนังสยองขวัญเลยนะ”

เสียงโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกิ่งแก้วดังขึ้นได้จังหวะมาก เด็กสาวสะดุ้งเล็กน้อยแล้วรีบรับสายแม่ทันที

“ค่ะ … ค่ะ … ทราบแล้วค่ะ” เธอวางสายแล้วหันมาพูดกับราวีหน้าตาเคร่งเครียด

“วี เดี๋ยววีไปบ้านกิ่งด่วนเลยนะ แม่แก้วอยากเจอพวกเราสองคน”

หัวใจเด็กหนุ่มตกลงไปอยู่ที่ตาตุ่ม เขาคิดไปแปดร้อยเรื่องว่าตัวเองทำอะไรผิดไป หรือจะเป็นเรื่องเมื่อวานกับเมื่อวานก่อน แม้แต่บอนไซเองก็ไม่กล้าล้อเล่น

“มีอะไรเหรอกิ่ง คงไม่ใช่เรื่องเจ้าวีนะ ทั้งสองคนเป็นผู้ใหญ่แล้วไม่น่ามีปัญหาเรื่องมีอะไรกันนะ”

กิ่งแก้วงงงันวูบ เธอทำหน้าไม่เข้าใจแล้วจึงร้องอ๋อ

“ไม่ใช่ ไม่เกี่ยวกับเรื่องนั้น เรื่องกิ่งกับวีแม่ไม่ว่าอะไรหรอก แม่ยังซื้อยาคุมมาให้กิ่งใช้เลย แต่เป็นเรื่องอื่นที่สำคัญมาก ๆ ”

วันนี้เป็นวันที่บอนไซต้องอึ้งแล้วอึ้งเล่า ถ้าเขามีแฟนเขาก็อยากได้แม่แฟนแบบเกวลินจริง ๆ

“วีรีบมาเลยนะ ไม่ต้องอาบน้ำหรือทำอะไรทั้งนั้น” กิ่งแก้วแสดงสีหน้าเคร่งเครียดอย่างที่ไม่เคยเป็น ราวีกับบอนไซพลันตระหนักว่านี่คงจะเป็นเรื่องสำคัญจริง ๆ

“ให้ไซไปด้วยมั้ย” เมื่อถึงเวลาคับขันเพื่อนกันอย่างบอนไซก็ไม่ยอมหนีหายไปไหน

กิ่งแก้วมองหน้าบอนไซพยายามครุ่นคิด

“ยังก่อนไซ ถ้ามันไม่ไหวจริง ๆ แล้วกิ่งค่อยบอกไซนะ”

“ตกลง แต่ห้ามปิดเงียบแล้วไปลำบากกันสองคนนะ โกรธนะเว้ย”

ราวีกลับมาถึงบ้านแล้วรีบเปลี่ยนเสื้อผ้า เขาเปิดประตูหลังไปพบแฟนยืนรอที่ริมรั้วคอยรับอยู่ เขาปีนข้ามรั้วหลังบ้านมาโดยที่ไม่ทราบเลยว่ามีอะไรเกิดขึ้นกันแน่

เมื่อเข้ามาถึงห้องรับแขกเขาก็พบว่ามีคนหกคนนั่งอยู่ในห้อง แม่แก้วสองคน แม่ยูสองคน และหญิงสาวที่เขาไม่เคยเห็นอีกสองคน

“เอ่อ … สวัสดีครับ แม่แก้ว แม่ยู … ”

“สวัสดี นั่งก่อนสิ” แม่แก้วชี้ไปที่เก้าอี้บุนวมยาวตัวที่ว่างอยู่ เมื่อกิ่งแก้วลงไปนั่งคู่กับเขาก็กลายเป็นว่าเขาถูกล้อมรอบเหมือนนักโทษรอการพิพากษา

“คงต้องแนะนำตัวกันก่อน คนที่หน้าตาเหมือนแม่คนนี้ชื่อเกวลิน แล้วอีกคนที่หน้าตาเหมือนแม่ยูชื่อเจนยู”

ราวีแสดงสีหน้าว่างงงันสุดชีวิต ทำไมจึงมีชื่อเหมือนกันเล่า

“แม่แก้วแม่ยูมีฝาแฝดเหรอครับ”

“ไม่ใช่หรอก ความจริงเราเป็นคนคนเดียวกัน” เกวลินตอบ ราวีจับได้ว่าน้ำเสียงของเธอต่างจากแม่แก้วอยู่เล็กน้อย และเขาก็คิดขึ้นได้

“แม่แก้วเป็นแม่แก้วที่พวกเราเจอบนบ้านลอยฟ้าใช่มั้ยครับ”

เกวลินพยักหน้า

“ใช่แล้ว … จริง ๆ ต้องเรียกยังไงถึงจะไม่สับสนนะ ตอนนั้นเราเปลี่ยนชื่อเรียกกันว่าแก้วตากับดอกแก้วใช่มั้ย ใครเป็นแก้วตาใครเป็นดอกแก้วนะ”

แม่แก้วกะพริบตาปริบ เธอเองก็ลืมไปแล้วเช่นกัน

“จำไม่ได้แล้ว เราหาคำเรียกใหม่ก็ดีนะ แก้วหนึ่ง-แก้วสอง เป็นไง”

“หนึ่งสองคงไม่ได้มั้ง คงต้องเป็นหนึ่งสามมากกว่า”

ราวีมองคนที่หน้าแทบจะเหมือนกันแล้วสับสนไม่ทราบแล้วว่าใครเป็นคนพูดประโยคไหน

“แก้วในโลกจริงให้เรียกชื่อจริงเกวลินไปก็แล้วกัน ส่วนแม่แก้วในโลกนี้ให้เรียกว่าแก้ว ยูในโลกจริงก็เรียกตัวเองว่าเจนไป ในโลกนี้ค่อยเรียกว่ายู น่าจะใช้ได้นะ”

คนในห้องหลายคนพยักหน้าแต่ราวียังมึนอยู่ กิ่งแก้วเห็นดังนั้นจึงสรุปอีกครั้งหนึ่ง

“คนนี้วีเรียกว่าน้าเกวลินก็ได้ ส่วนคนนี้แม่แก้ว แม่แก้วที่วีเจออยู่บ่อย ๆ นั่นแหละ คนนั้นวีเรียกว่าน้าเจน คนนี้คือแม่ยู แม่ยูที่วีเจอทุกวัน”

ราวีพยายามแยกแยะว่าใครเป็นใครแล้วพยักหน้าแบบไม่มั่นใจนัก

“แล้วพี่สาวอีกสองคนล่ะครับ” เขาหันไปหาหญิงสาวอีกสองคนที่ยังไม่ได้พูดอะไร

“พี่ชื่อมายด์ ส่วนคนนี้ชื่อซันจ้ะ” มายด์ยิ้มให้เด็กหนุ่ม

“ครับผม สวัสดีครับ คือว่าขอโทษนะครับ จริง ๆ แล้วมีเรื่องอะไรเหรอครับบอกตรง ๆ ว่าผมทั้งงงทั้งสับสนเลยครับ”

เกวลินมองดูเด็กหนุ่มคล้ายจะตัดสินใจเป็นครั้งสุดท้าย เธอหันไปหาแม่แก้วเพื่อให้เธอยืนยันอีกครั้ง

แม่แก้วประสานมือวางลงบนหน้าตักแล้วถามเขาเสียงเรียบ

“ราวีรักกิ่งแก้วมากแค่ไหน”

ความรู้สึกของเด็กหนุ่มในยามนี้ยากที่จะอธิบายออกมาเป็นคำพูดได้ ลองคิดดูว่าถ้าคุณถูกเรียกไปพบญาติผู้ใหญ่ของฝ่ายหญิงถามเรื่องเช่นนี้ต่อหน้าคนมากมายคุณจะตอบสนองอย่างไร

“ผมไม่ทราบครับ … รู้ว่ารักมากแต่ก็ไม่รู้จะเปรียบเทียบกับอะไรถึงจะเห็นภาพ แต่ผมคิดว่าไม่ใช่ความรักฉาบฉวยแน่นอนครับ” เขาไม่ทราบว่าคำตอบเช่นนี้จะเป็นที่พึงพอใจของแม่แก้วทั้งสองคนหรือไม่ แต่ด้วยความรู้สึกกดดันจากทั้งสองทำให้เขาทำได้แค่ตอบไปตามความรู้สึกแท้จริง แม่ของแฟนเขาน่ากลัวเกินไปแล้ว ใครเลยจะคิดว่าแค่นั่งอยู่ต่อหน้าคนสองคนจะทำให้เขาหนาวเยือกได้ขนาดนี้

“อืม … ก็ถือว่าซื่อสัตย์ดี เป็นอันว่าตกลง กิ่งค่อยอธิบายให้วีเข้าใจไปก็แล้วกันนะ”

เด็กหนุ่มหันมามองหน้าแฟน

“อะไรเหรอกิ่ง”

“พวกเราต้องไปช่วยลุงยะที่ติดอยู่ในโลกใหม่”

.

คุยกับท่านผู้อ่าน

ส่วนนี้แต่งเสร็จเรียบร้อยในวันที่ 3 มกราคม 2557 ครับ จะนำไปลงในวันที่ 6 มกราคม 2557 เมื่อวานเพื่อนพาไปเลี้ยงบาร์บิคิวพลาซ่ามาครับ เป็นชุดใหญ่ที่มีสลากให้จับ ผมได้กระเป๋ามาหนึ่งใบ (กระเป๋าหิ้วผ้าร่ม) เรื่องรสชาติก็ไม่เลวนะแต่ผมชอบสุกี้มากกว่า แล้วก็ได้น้อยไปนิด สงสัยตัวเองจะติดกินเนื้อย่างเกาหลีบุฟเฟต์มากไปหน่อย

ชาลี

3 มกราคม 2557

Comments are closed.